Tuesday, December 11, 2012

เครื่องออกกำลังกาย คาร์ดิโอ ทวิสเตอร์ พลัส Cardio Twister Plus

เครื่องออกกำลังกายแบบแอนาโรบิก

เครื่องออกกำลังกาย คาร์ดิโอ ทวิสเตอร์ พลัส Cardio Twister Plus เครื่องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแอโรบิก
การออกกำลังกายนั้น มีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านการป้องกันโรค และยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพ เช่น ป้องกันต่างๆ ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้สมรรถภาพการทำงานของหัวใจดีขึ้น รวมทั้งปอดและระบบหมุนเวียนของโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ กระดูก ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับดียิ่งขึ้น ช่วยทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น สง่าผ่าเผย นอกจากนี้ ยังเป็นการชะลอความแก่ หรือช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ช่วยลดเวลาที่จะต้องใช้หยุดงานจากการเจ็บป่วย หรือ การออกกำลังกายแบบช่วยกลั้นลมหายใจ เพิ่มแรงในชั่วอึดใจ เช่น วิ่งระยะสั้น ยกน้ำหนัก เทนนิสเป็นต้น
คุณสมบัติของ Cardio Twister Plus
1. บริหารร่างกายได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่างพร้อมกันทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นท้อง ขา แขน ไหล่ สะโพก
2. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจและปอด ให้แข็งแรงในขณะเดียวกัน
3. เผาผลาญไขมัน แคลอรี่มากในเวลาจำกัด
ประโยชน์ของ คาร์ดิโอ ทวิสเตอร์ พลัส  Cardio Twister Plus
1. เพื่อลดและกระชับได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ท้อง ขา แขน ไหล่ สะโพก
2. เพื่อสร้างความสนุกสนานกับการออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังกายที่เพลิดเพลิน
3. ทำให้คุณมีหน้าท้องที่กระชับ Sexy ดูดี
4. ใช้พื้นที่น้อย ทั้งการจัดเก็บและการใช้งาน
5. ใช้เวลาน้อยในการบริหารร่างกาย สามารถบริหารร่างกายไปพร้อมกับการดูโทรทัศน์ได้
ข้อมูลเพิ่มเติม
ความสามารถ : ระบบการทำงานแบบเฟืองคู่ เคลื่อนที่ได้ 2 ทิศทาง รองรับน้ำหนัก 120 กก.
cardio twister plus 
ดูเพิ่มเติม

เครื่องออกกำลังกาย
เบาะซิทอัพ B-SPORT
เครื่องออกกำลังกาย ab slimmer b sport
ลู่เดินกึ่งสเต็ป

เครื่องวัดความดันโลหิต

โดย…เชิดศักดิ์ แวดประเสริฐ / สาธิต นฤภัย

ความดันเลือดแดงได้มีการวัดครั้งแรกในสัตว์ทดลองในปี ค.ศ. 1731 แต่ได้มีการวัดในคน

เมื่อปี ค.ศ. 1855 และในปี ค.ศ. 1904 คณะกรรมการของโรงพยาบาล Massachusetts ได้วางวาง

เกณฑ์ให้มีการวัดความดันเลือดแดงทุกครั้งในขณะทำการผ่าตัด จนในปัจจุบันนี้ได้ถือว่ามีความ

จำเป็นในการวัดค่าความดันเลือดแดง ทั้งค่า systolic , diastolic , mean และ pulse pressure ไม่ว่าจะ

โดยวิธีทางตรงหรือทางอ้อม

รูปที่ 1 แสดงการทดลองวัดค่าความดันเลือด aorta ในม้าครั้งแรก

ความดันเลือดนั้นเป็นความดันทางด้านข้างที่กระทำต่อผนังของหลอดเลือดโดยเลือดที่มี

อยู่ในหลอดเลือดนั้น ส่วนค่าความดันเลือดแดงเฉลี่ย (mean arterial pressure) เป็นผลคูณของความ

ต้านทานของหลอดเลือดทั้งระบบ (system vascular resistance) กับปริมาณเลือดที่ส่งออกจาก

หัวใจต่อนาที (cardiac output) ถ้าคลื่นของความดันเลือดแดงปกติ ค่าความดันเลือดแดงเฉลี่ยมี

ค่าประมาณ 1/3 ของความแตกต่างระหว่างความดัน systolic กับความดัน diastolic

การวัดความดันเลือดโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การวัดความดันเลือดแดงโดยทางตรง

(direct measurement of arterial pressure) การวัดโดยวิธีนี้มีการสอดใส่ท่อเข้าไปในหลอดเลือด อีก

ประเภทหนึ่งคือ การวัดความดันเลือดแดงโดยวิธีทางอ้อม (indirect measurement of arterial

เครื่องวัดความดันเลือด 2

pressure) วิธีนี้ไม่ต้องสอดใส่ท่อเข้าไปในหลอดเลือดแต่ใช้วิธีทางอ้อมเพื่อให้ได้ค่าของความดัน

เลือดแดง ซึ่งจะกล่าวไว้โดยละเอียดต่อไป

ความดันเลือด (Blood Pressure)

ความดันเลือดเกิดจากผลการบีบตัวของหัวใจ คำว่า ความดันเลือด มักจะหมายถึงความดัน

เลือดแดง (arterial pressure) ซึ่งตามความเป็นจริงเราสามารถวัดความดันเลือดที่อื่นได้ด้วย เช่น

ความดันเลือดดำ (venous pressure) และความดันในห้องหัวใจ (cardiac chamber)

ความดันเลือดในส่วนต่างๆ ของอวัยวะในร่างกายของระบบไหลเวียนเลือดไม่เากันทุกจุด

โดยทั่วไปความดันเลือดแดงที่ส่งจากหัวใจจุดแรกจะมีความดันสูงสุด ต่อจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง

จนถึงหลอดเลือดดำใหญ่ที่จะเข้าสู่หัวใจซึ่งจะมีความดันต่ำที่สุด

รูปที่ 2 แสดงการทำงานของหัวใจซึ่งเป็นต้นตอของความดันเลือดในร่างกายคน

รูปที่ 3 แสดงตำแหน่งการวัดความดันประกอบกับการฟังสัญญาณชีพ

เครื่องวัดความดันเลือด 3

ความดันเลือดแดงมีลักษณะเป็น pulsatile คือสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว ( systole) และต่ำสุด

ขณะหัวใจคลายตัว ( diastole) แต่ต่อไปเมื่อถึงหลอดเลือดเล็กๆ ลักษณะของการเกิด pulsatile จะ

ค่อยๆ ลดลงและหมดไปทีละน้อย อันเกิดจากการยืดหยุ่นและความต้านทานของหลอดเลือด

การที่หลอดเลือดต้องมีความดันก็เพราะ หลอดเลือดมีหน้าที่เป็นท่อส่งหรือท่อลำเลียง

เลือดที่ส่งออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ความดันเลือดแดงในระบบไหลเวียนทั่ว

ร่างกายสูงกว่าระบบไหลเวียนผ่านปอด (pulmonary circulation) ถึง 5 เท่า

ค่าความดันเลืดต่างๆ

1. ความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่า systolic pressure

2. ความดันเลือดต่ำสุดขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่า diastolic pressure

3. ความแตกต่างของความดัน systolic และ diastolic เรียกว่า pulse pressure

4. ค่าเฉลี่ยของความดัน systolic และ diastolic เรียกว่า mean pressure

5. ตามปกติสัดส่วนของ systolic : diastolic : pulse = 3 : 2 : 1

ความดันเลือดโดยทั่วไปมักจะหมายถึง systemic arterial pressure ของหลอดเลือดแดงขนาดปาน

กลาง คือ brachial artery

ปัจจัยของความดันเลือด

จากการที่มีความดันเลือด และค่าความดันจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น

ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญคือ แรงบีบของหัวใจ ปริมาณเลือด และความต้านทานของหลอดเลือด ซึ่ง

ปัจจัยดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็นข้อๆได้ดังนี้

รูปที่ 4 ภาพวาดแสดงความดันเลืดและปัจจัยที่ทำให้เกิดความดัน

เครื่องวัดความดัน 4

การสูบฉีดของหัวใจ (pumping action of heart) แรงบีบของหัวใจที่บีบตัวส่งเลือดออกไป

ตามหลอดเลือดมีความสำคัญที่สุด เหมือนเป็นเครื่องสูบน้ำไปตามท่อ ถ้าขาดปัจจัยนี้เสีย จะไม่มี

ความดันเลือดเลย แต่ความดันที่ได้นั้นเพิ่มและลดเป็นห้วงๆ (pulsatile) คือจะมีค่าสูงขณะหัวใจ

บีบตัว และจะต่ำเมื่อหัวใจคลายตัวเพราะเป็นระยะที่ไม่มีแรงส่งออกไป

ปริมาณเลือดท่ไหลเวียน (circulating blood volume) ปริมาณของเลือดที่บรรจุอยู่ในหลอดเลือด

หรือปริมาณเลือดในระบบหลอดเลือดแดง ซึ่งมีเลือดอยู่เพียง ¼ ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย แต่

เป็นเลือดส่วนที่เป็นต้นต่อความดันเลือดโดยเฉพาะ

ความต้านทานรอบนอก (peripheral resistance) เป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับสาม ในการที่จะ

ทำให้คงค่าความดันของร่างกายไว้ ปัจจัยนี้มีสาเหตุมาจากหลายอย่างแต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ

หลอดเลือด arterio ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีรูเล็ก เมื่อเลือดไหลผ่านหลอดเลือดแดงนี้จะมีค่าความดัน

ลดลงจาก 85 มม.ปรอท เหลือเพียง 35 มม.ปรอท คือลดลงถึง 50 มม.ปรอท และค่าความต้านทาน

ของหลอดเลือดนี้เอง ที่ช่วยส่งผลให้มีการยกระดับของความดันเลือดในหลอดเลือดแดงส่วนต้นๆ

ให้สูงขึ้น

ความหนืดของเลือด (viscosity of blood) ตัวสำคัญของสาเหตุนี้คือเม็ดเลือด รองลงมาคือ

น้ำเหลือง (plasma) เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความต้านทาน แต่ในสภาวะของร่างกายที่เป็นปกติไม่ค่อย

มีผลในการเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากเป็นโรคจะส่งผลชัดเจน

ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด (elasticity of blood vessels) ปัจจัยนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ

ในกรณีที่ช่วยเปลี่ยนความดัน pulsatile ให้ลดน้อยลงจนเกือบเป็น continuous flow หลักการของ

กลไลนี้คือ เมื่อหัวใจบีบตัวส่งเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ถ้าหลอดเลือดไม่ยืดออกอาจทำให้ความดัน

systolic สูงมาก เช่น 150 มม.ปรอท แต่เนื่องจากหลอดเลือดมีการยืดหยุ่นทำให้ค่าความดันนี้ลดลง

เหลือเพียงประมาณ 120 มม.ปรอท ในระยะที่หัวในคลายตัวจะไม่มีแรงส่งเลือดออกไปทำให้

ความดันในหลอดเลือดแดงลดลง ในช่วงนี้เองหลอดเลือดที่ยืดออกจะหดตัวบีบลงทำให้ช่วยรักษา

ความดันเอาไว้ไม่ให้ต่ำลงมากไปได้ คือจะมีค่าความดันประมาณ 80 มม.ปรอท ดังนั้นจะเห็นได้

ว่าถ้าหลอดเลือดไม่มีการยืดหยุ่นในช่วงหัวใจคลายตัว ค่าความดัน diastolic จะลดต่ำลงมากถึง

ประมาณ 20 - 30 มม.ปรอทได้

ผลที่ทำให้ความดันเลือดเปลี่ยน

การสูบฉีดของหัวใจ (pumping action of heart) การส่งผลต่อความดันเลือดจะเกิดขึ้นก็ต่อ

เมื่อการบีบตัวของหัวใจเปลี่ยนแปลงไป เช่น

ถ้าปริมาณของเลือดที่ถูกบีบออกจากหัวใจในหนึ่งครั้งที่หัวใจบีบตัว ( Stroke volume ) มาก จะทำ

ให้ค่าความดัน systolic สูงขึ้น แต่ถ้า Stroke volume น้อยค่าความดันนี้จะลดลง

เครื่องวัดความดัน 5

ถ้าปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง แต่อัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate , HR ) เพิ่มขึ้นอย่าง

เดียว ก็จะทำให้ค่าความดัน diastolic สูงขึ้น แต่ค่าความดัน systolic ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง

นอกเสียจากเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นแล้วทำให้ cardiac output มากขึ้นด้วย ก็ส่งผลให้

ค่าความดัน systolic เพิ่มมากขึ้น อัตราการเต้นของคนโดยทั่วไปถ้ายังไม่ถึง 200 ครั้ง/นาที ค่า

cardiac output มักจะเพิ่มขึ้นตาม แต่ถ้าความดันเกิน 200 ครั้ง/นาที กลับจะทำให้ค่า cardiac

output ลดลง

ปริมาณเลือดไหลเวียน ( circulation blood volume ) โดยปกติแล้วปัจจัยนี้จะช่วยคงค่า

ความดัน systolic และ diastolic หรืออาจหมายถึงค่า mean pressure ก็ได้ เมื่อปริมาณของเลือด

ลดลง เช่น การเสียเลือด จะทำให้ความดันลดลง แต่ถ้าปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น เช่น การได้รับสารน้ำ

เข้าไปในร่างกาย ก็จะทำให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น

ความต้านทานรอบนอก ( peripheral resistance ) ค่านี้เกี่ยวข้องกับความดัน diastolic

ส่วนใหญ่ กล่าวคือเมื่อหัวใจบีบตัวส่งเลือดออกจากหัวใจเพื่อเพิ่มความดันในหลอดเลือด ถ้า

หลอดเลือดมีรูโต คือความต้านทานน้อย จะทำให้เลือดไหลไปบังหลอดเลือดดำเกือบหมด เมื่อถึง

ระยะคลายตัวปริมาณเลือดที่เหลือเพื่อคงความดัน diastolic จึงมีน้อยยังผลให้ค่าความดันนี้ต่ำ แต่

ถ้าความต้านทานรอบนอกมากจะทำให้ค่าความดันนี้สูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผลให้ความดัน

systolc สูงขึ้นด้วย

ความหนืดของเลือด ( viscosity of blood ) ในสภาะวธรรมดาจะเปลี่ยนแปลงน้อย แต่

ภาวะผิดปกติ เช่น polycythemia ซึ่งมีเม็ดเลือดแดงมาก ความหนืดของเลือดจะเพิ่มขึ้นทำให้ความ

ต้านทานเพิ่มขึ้นบ้าง หรือภาวะที่ร่างกายขาดน้ำเลือดจะข้นขึ้น ความต้านทานอาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ( elasticity of blood vessels ) ถ้าหลอดเลือดแข็งตัว

(atherosclerosis) จนความดัน systolic สูง แต่ความดัน diastolic ต่ำ

การวัดความดันเลือด

ในการวัดความดันเลือด กระทำได้ 2 วิธี คือ

1. การวัดโดยตรง ( direct methode) เป็นการใช้เข็มแทงเข้าไปในหลอดเลือด แล้วนำมาต่อ

กับเครื่องวัด (manometer) โดยตรง แต่วิธีนี้ก็ยังไม่สามารถให้ค่าที่แท้จริงทีเดียวเพราะยังมีความ

เฉื่อย (inertia) ของปรอท จนทำให้ pulse pressure แคบไป ถ้าจะให้ได้ค่าที่แน่นอนกว่าจะต้องใช้

เครื่องวัดที่เป็นระบบอิเลคทรอนิกส์

เครื่องวัดความดันเลือด 6

รูปที่ 5 การวัดความดันเลือด โดยการวัดตรง

รูปที่ 6 อุปกรณ์ของ เครื่องวัดความดัน ทางอ้อม ที่เรียกว่าถุงผ้าพันแขน (cuff)

2. การวัดโดยทางอ้อม ( indirect methode) วิธีนี้สะดวกและผู้ถูกวัดไม่เจ็บตัว เพราะไม่

ต้องวัดจากหลอดเลือดโดยตรง แต่จะใช้คัฟพันทับลงบนหลอดเลือด แล้วเพิ่มความดันในคัฟจนสูง

กว่าความดันหลอดเลือด แล้วค่อยๆ ลดความดันลงและใช้เครื่องฟังตรวจ ( stethoscope ) ฟังเสียง

ของหลอดเลือดที่อยู่ถัดจากคัฟลงมา ค่าความดันที่อ่านได้เมื่อเรื่มได้ยินเสียง คือค่า systolic และค่า

ความดันที่อ่านได้ตรงจุดที่เสียงหายไป คือค่า diastolic

เครื่องวัดความดันโลหิต 7

รูปที่ 7 การวัดความดันเลือดวิธีโดยทางอ้อม

กลไกที่เกี่ยวข้องกับการวัดความดันเลือดโดยทางอ้อม

เมื่อเพิ่มความดันลงไปบนหลอดเลือดแดงโดยตรงจะทำให้หลอดเลือดแฟบ เลือดไม่

สามารถผ่านไปได้ จากนั้นเมื่อลดความดันที่วัดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดแรกที่ความดันในถุงยางต่ำกว่า

ความดันในหลอดเลือด (systolic pressure) จะทำให้หลอดเริ่มขยายตัวได้บ้างและปล่อยให้เลือด

เล็ดลอดออกไปยังท่อซึ่งใหญ่กว่าจึงทำให้เกิดกระแสเลือดไหลวน (eddy current) ขึ้น ซึ่งการ

ไหลวนของเลือดนี้เองที่ทำให้เกิดเสียงดัง ( korotkoff ’s sound) เมื่อลดความดันต่อไปอีกเรื่อย

จนถึงจุดที่เสียงหายไป เนื่องจากขนาดของหลอดเลือดมีขนาดโตตามปกติ ความดันของถุงยางตรง

จุดที่เสียงหายไปคือค่าความดัน diastolic

ชีพจร (arterial pulse) เกิดจากแรงกระทบของเลือดที่ส่งต่อไปยังหลอดเลือดรอบนอก ซึ่ง

จะทำให้เกิด arterial pulsation ขึ้น หรือเรียกว่า ชีพจร

ชีพจรไม่ใช่ arterial blood flow แต่เป็นความเร็วของ pulse wave ซึ่งมีค่าประมาณ 5 – 8 เมตร/

วินาที เร็วกว่าความเร็วของการไหลของเลือดประมาณ 10 – 15 เท่า

จากการเกิดการเต้นของหลอดเลือดแดงนี้เอง ทำให้แพทย์นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นประโยชน์ใน

การตรวจภาวะการไหลเวียนของร่างกาย การตรวจชีพจรนั้นโดยมากจะตรวจจากหลอดเลือดแดง

ที่ชื่อ radial เพราะอยู่ตื้นคลำง่าย การตรวจชีพจรสามารถทราบค่าต่างๆ ดังนี้

อัตรา (rate) เป็นจำนวน ครั้ง/นาที เกิดจากการบีบของหัวใจ ซึ่งแรงพอที่จะส่งผลไป

กระทบยังหลอดเลือดรอบนอก ปกติอัตราชีพจร (pulse rate) จะมีค่าเท่ากับอัตราหัวใจ (heart rate)

แต่ถ้าการบีบตัวของหัวใจไม่แรงพอ จะทำให้อัตราชีพจรมีค่าน้อยกว่าอัตราหัวใจ

เครื่องวัดความดัน  8

จังหวะ ( rhythm) จังหวะชีพจรนั้นจะขึ้นอยู่กับการเต้นของหัวใจ ปกติจะมีจังหวะ

สม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่สม่ำเสมอแสดงถึงหัวใจนั้นเต้นไม่สม่ำเสมอ เช่น เมื่อมีความดันเลือดสูงกว่า

ปกติ กรณีที่ความดัน diastolic ที่เกิดขึ้นแรงพอที่ส่งผลไปยังหลอดเลือดรอบนอกได้การคลำชีพจร

ก็จะผิดจังหวะได้เช่นกัน

ขนาดความกว้างของความดันเลือด (amplitude) ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับ pulse pressure

คือเมื่อหัวใจบีบตัวจะส่งเลือดออก ทำให้มีแรงไปกระทบหลอดเลือดรอบนอกให้ขยายตัวโตขึ้น

ในขณะที่คลำจึงมีแรงมากระทบมือในระยะความดัน diastolic หลอดเลือดก็เล็กลงด้วย ฉะนั้นเมื่อ

หลอดเลือดต้องขยายตัวมาก pulse pressure กว้าง ก็จะคลำค่า amplitude ได้กว้าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่

กับค่าความยืดหยุ่นของหลอดเลือดด้วย

ความตึง (tension) การที่ต้องใช้แรงกดหลอดเลือดมากหรือน้อย นั้นคือแรงตึงมากหรือ

น้อย ความตึงของชีพจรนับมีความสำคัญมากแต่เข้าใจยาก สามารถตรวจโดยการใช้นิ้วกดลงไป

บนหลอดเลือดจนกระทั่งหลอดเลือดแฟบเลือดไม่สามารถผ่านไปได้

ลักษณะ (form) ตรวจได้โดยการสังเกตุว่าการขยายตัวของหลอดเลือดมากระทบมือเราได้

ช้าหรืดเร็วเพียงไร (หลอดเลือดค่อยๆ ขยาย หรือหลอดเลือดขยายตัวโดยเร็ว) ซึ่งแสดงถึงความต้น

ทานการไหลของเลือดที่ส่งออกจากหัวใจ คือถ้าความต้านทานมากจะทำให้เลือดไหลผ่านหลอด

เลือดแดงได้ช้า หลอดเลือดต้องใช้เวลานานในการขยายตัวเต็มที่ ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด

เกี่ยวข้อง กับปัจจัยนี้มาก ถ้าหลอดเลือดแข็งตัวความยืดหยุ่นน้อย หลอดเลือดจะขยายตัวเร็วและ

หดตัวเร็ว

ความดันเลือดดำ (VENOUS PRESSURE)

การไหลเวียนในหลอดเลือดดำมีความสำคัญน้อยกว่าในหลอดเลือดแดง แต่เดิมเชื่อกันว่าเป็น

ทางผ่านของเลือดเท่านั้น แต่ต่อมาพบว่ามีหน้าที่สำคัญคือ หน้าที่ในการเก็บสำรองเลือดโดยที่

หลอดเลือดสามารถขยายตัวและหดตัวได้(ดูรายละเอียดในเรื่องปริมาตรเลือด)

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ความดันเลือดดำซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดต่อไป

ความดันในหลอดเลือดดำจริงๆนั้นเรียกว่า ความดันเลือดดำส่วนกลาง(CENTRAL VENOUS

PRESURE) ซึ่งเป็นความดันในเอเทรียมขวา ความดันเลือดดำส่วนกลางมีอธิพลต่อความดันรอบ

นอกอยู่มาก เมื่อเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ความดันเลือดดำทั่วกายเปลี่ยนไปด้วย ความดันในเอเท

รียมขวา( RIGHT ATRIAL PRESSURE ) ขึ้นอยู่กับขึ้นอยู่กับสมดุลย์ระหว่างแรงบีบตัวของ

หัวใจโดยเฉพาะเวนตริเคิลขวา ถ้าบีบแรงก็จะส่งเลือดออกไปเร็วและมาก ทำให้ความดันในเอเทรี

ยมลดลงและยังขึ้นอยู่กับการไหลของเลือดจากปลายทางกลับเข้าหัวใจ ถ้าไหลเร็วจะทำให้ความ

ดันในเอเทรียมขวามากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เลือดเข้าหัวใจมากขึ้นคือ

เครื่องวัดความดันโลหิต 9

1. ปริมาตรของเลือดเพิ่มขึ้น

2. เพิ่มVENOUS TONE และ

3. หลอดเลือดแดงขยายตัวปล่อยเลือดดำเข้าหลอดเลือดดำมาก

ความดันในหลอดเลือดดำ

ความดันเมื่อออกจากหลอดเลือดฝอยมีปริมาณ 15 มม.ปรอท แต่เนื่องจากความต้านทานใน

หลอดเลือดดำมีน้อย ความดันจึงลดลงไม่มาก คือจาก VENULE ไปถึงVEIN ขนาดเล็กจะ

ลดลงเหลือ 6 มม.ปรอท และลดลงไปอีก 1-2 มม.ปรอท เมื่อไปถึงหลอดเลือดดำ VENA

CAVA จนความดันเป็นศูนย์ เมื่อถึงเอเทรียมขวา

ปัจจัยทีมีอธิพลต่อความดันเลือดดำคือ(รูป 5.31)

1. การทำงานของเวนตริเคิลซ้าย

2. ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากระบบเลือดแดงเข้าสู่ระบบเลือดดำ

3. ความดัน SUBATMOSPHERIC ในทรวงอก

4. การทำงานในหัวใจซีกขวา

5. ผลของความโน้มถ่วงและความดันไฮโดรสแตติก

6. การบีบตัวของกล้ามเนื้อลาย

การทำงานของเวนตริเคิลซ้าย

เวนตริเคิลซ้ายช่วยบีบตัวส่งเลือดจากหลอดเลือดแดงไปยังหลอดเลือดดำ

และยังมีแรงที่เหลืออยู่พอที่จะส่งเลือดให้ไหลกลับไปเข้าหัวใจได้ ในภาวะธรรมดา ความดัน

เลือดดำลดลงเรื่อยๆจนเป็นศูนย์เมื่อถึงเอเทรียมขวา แต่ถ้าแรงบีบตัวของหัวใจน้อยเกินไป

เลือดจะไปคั่งอยู่ที่รอบนอก ไหลกลับมาลำบาก ทำให้ความดันเลือดดำสูงขึ้น

2. ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากระบบเลือดแดงเข้าสู่ระบบเลือดดำ

ถ้าเลือดส่งไปมากจะทำให้ความดันเลือดดำมาก ถ้าส่งไปน้อยความดันจะลด เช่น ร่างกายต้อง

เสียเลือดมากๆจะทำให้เลือดที่ส่งกลับเข้าหัวใจน้อย ความดันในเอเทรียมขวาจะลดลง

ความดัน SUBATMOSPHERICในทรวงอก

ความดันในทรวงอกมีความสำคัญในการช่วยให้เลือดดำไหลเข้าสู่หัวใจได้ดี มีกลไกดังนี้คือขณะ

หายใจเข้าความดันในทรวงอกจะต่ำกว่าความดันบรรยากาศ( ATMOSPHERIC PRESSURE) คือ

ประมาณ - 6 มม.ปรอท(-80 มม. น้ำ) และขณะหายใจออกจะมากขึ้นเป็น –205 มม.ปรอท ความดัน

เลือดเมื่อมาถึงหลอดเลือดดำใหญ่ VENACAVA จะเกือบเป็นศูนย์อยู่แล้วคือประมาณ 5 มม.น้ำ ทั้ง

ยิ่งต่อต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลกอีกด้วยจึงไหลเข้าหัวใจไม่สะดวก เมื่อหายใจเข้าความดันในทรวง

อกลดลงเป็น –80 มม.น้ำทำให้หลอดเลือดในทรวงอกและเอเทรียมขวาซึ่งมีผนังบางขยายตัว ช่วยให้

เลือดไหลเข้าสู่หัวใจได้ดีขึ้นโดยมี EFFECTIVE VENOUS PRESSURE เป็น 5 –(-80 ) = 85 มม.น้ำ

ประกอบกับเมื่อหายใจเข้า กะบังลมลดต่ำลง จะช่วยดันอวัยวะในช่องท้องให้เลือดกลับเข้าหัวใจอีก

เครื่องวัดความดันเลือด 10

ต่อหนึ่งด้วย ฉะนั้นอาจถือได้ว่า NEGATIVE PRESSURE เป็น SUCTION PUMP ยิ่งเมื่อหายใจ

แรงๆ ผลยิ่งมากขึ้น ( แต่ถ้าหายใจแรงเมื่อหายใจออก ความดันในทรวงอกลดมากขึ้นจะขัดขวาง

เลือดที่ไหลเข้าไป)

4. การทำงานของหัวใจซีกขวา

ถ้าเวนติเคิลขวาสามารถเลือดออกไปได้มากๆและเร็ว จะทำให้ความดันเลือดลดลง แต่ถ้าส่งออก

ไปได้น้อยและช้า จะทำให้ความดันเพิ่มขึ้น ตามปกติความดันในเอเทรียมขวาประมาณ 0 มม.ปรอท

เพราะเวนติเคลต้องคอยบีบเลือดออกไปมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปิมาณเลือดที่ส่งเข้ามามากหรือน้อยด้วย

ฉะนั้นความดันจึงต้องคงที่อยู่ตลอดเวลา

ถ้าเวนตริเคิลอ่อนแรงไปมาก บีบเลือดออกไปได้น้อย เลือดก็คั่งในหัวใจขางขวามาก อาจเพิ่ม

ได้ถึง 20 มม.ปรอท และย่อมไม่ต้องสงสัยว่าเลือดจะท้นออกไปถึงรอบนอกทำให้ PERIPHERAL

VENOUS PRESSURE สูงขึ้นมากๆได้

5.ผลของความโน้มถ่วง (GRAVITY) และ ความดันฮัยโดรสแตติค

ความโน้มถ่วงมีผลต่อความดันเลือดดำมากกว่าความดันเลือดแดง เพราะเลือดดำมีความดันน้อยอยู่แล้ว

เมื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็ย่อมมีความสำคัญ เลือดที่อยู่สูงกว่าระดับหัวใจจะเทเข้าหัวใจได้ง่ายขึ้น แต่เลือด

ที่อยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ จะเทเข้าสู่หัวใจไม่ได้สะดวก ต้องใช้แรงเพื่อต่อต้านความดันฮัยโดรสแตติคของ

เลือด

ส่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความดันเลือดดำคือขณะยืนความดันหลอดเลือดดำที่เท้าจะสูงขึ้นเป็น 90

มม.ปรอท เป็นเพราะความดันฮัยโดรสแตติคของเลือดระยะที่อยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจจนถึงปลายเท้า ความ

ดันเลือดดำที่แขน นอกจากเกี่ยวกับความดันฮัยโดรสแตติคแล้ว ยังบวกเข้าไปอีก 6 มม.ปรอท

เนื่องจากความต้านทานของหลอดเลือดจากซี่โครงซี่บนมากด ส่วนหลอดเลือดดำที่คอนั้นน่าจะมีความ

ดันเป็นลบ แต่เนื่องจากความดันบรรยากาศกดหลอดเลือดเอาไว้จึงทำให้ความดันเป็นศูนย์ตลอดเวลา

ความดันฮัยโดรสแตติคไม่แต่จะมีผลต่อความดันเลือดดำเท่านั้น ยังมีผลต่อความดันเลือดแดงอีก

ด้วย เช่น ขณะยืน ความดันที่ปลายเท้าก็จะเป็น 190 มม.ปรอท

5. การบีบตัวของกล้ามเนื้อลาย

ขณะยืน ผลของความฮัยโดรสแตติคจะทำให้ความดันเลือดดำที่เท้าสูงมาก เลือดไหลเข้าหัวใจ

ลำบาก แต่การบีบตัวของกล้ามเนื้อสลับกลับการคลายตัวจะช่วยไล่เลือดขึ้นไปยังส่วนบน(มีลิ้นกั้น

ไม่ให้ย้อนลงมาข้างล่าง) (รูป 5.31)

การวัดความดันเลือดดำ

การวัดโดยตรงก็ไม่เป็นปัญหาอะไร การวัดทางอ้อม (INDRECT METHOD ) ต้องถือว่าความ

ดันที่ระดับหัวใจคือ ที่ระดับลิ้นไทรคัสปิด ( TRICUSPID VALVE ) เป็นศูนย์ หมายความว่า

ความดันฮัยโดรสแตติดไม่มีผลต่อความดันที่วัดได้เหตุผลก็คือ หัวใจป้องกันไม่ให้ความดัน

เปลี่ยนไปมากที่จุดนี้ด้วยวิธีการดังนี้ ถ้าความดันที่ลิ้นไทรคัสปิดสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย จะทำให้

เครื่องวัดความดัน 11

เลือดเทเข้าสู่เวนตริเคิลขวามากขึ้น แล้วหัวใจก็จะบีบเลือดออกไปมากเพื่อลดความดันในเอเทรียม

ให้กลับไปเป็นปกติ ในทำนองเดียวกัน เมื่อความดันน้อยเลือดก็จะส่งออกไปน้อยจนความดัน

เพิ่มได้เหมือนเก่า เมื่อเข้าใจถึง REFERENCE POINT แล้วการวัดก็ไม่ยากอะไร โดยสังเกต

หลอดเลือดดำที่อยู่เหนือระดับจุดนี้ ถ้าโป่งก็แสดงว่าความดันสูง ตัวอย่างเช่น การวัดความดัน

เลือดดำที่หลอดเลือดดำจูกูลาร์ ( JUGULAR VEIN ) ที่คอ ให้ผู้ถูกวัดนอนราบแล้วยกคอสูงขึ้น

ประมาณ 30 องศา ถ้าความดันปกติ หลอดเลือดดำจูกูลาร์ก็จะไม่โป่งขึ้น แต่ถ้าความดันสูงกว่า

ปกติ หลอดเลือดดำจูกูลาร์จะโป่งขึ้นถึงระดับหนึ่ง วัดความสูงจากระดับนี้มายังแนวราบระดับ

หัวใจ ค่าที่ได้เป็นค่าความดันของหลอดเลือดดำคิดเป็น มม.เลือด ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณหาค่า

เป็นมม.ปรอทต่อไป ในทำนองเดียวกัน อาจวัดความดันเลือดดำโดยวัดจากหลอดเลือดดำที่หลัง

มือได้เช่นกัน

การปรับความดันเลือด ( BLOOD PRESSURE REGULATION )

ร่างกายมีกลไกหลายอย่างด้วยกันเพื่อปรับความดันเลือดให้เป็นปกติอยู่เสมอ ไม่ให้สูงหรือต่ำ

เกินไป ถ้าสูงเกินไปทำให้โลหิตพลศาสตร์ ( HEMODYNAMICS) ผิดไป อาจทำให้สมดุลย์

ของการแลกเปลี่ยนสาารน้ำผิดไปหรือต่ำไปทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อย เมื่อไม่เพียงพออาจ

เป็นอันตรายได้

ความดันขึ้นอยู่กับการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด และปริมาณเลือด โดยการเปลี่ยนแปลงการ

ทำงานของส่วนเหล่านี้จะทำให้ความดันเลือดเปลี่ยนไปได้

การควบคุมแบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ

1. การเปลี่ยนแปลงการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด อันเป็นการทำงานของ AORITICO –

CAROTID SINUS REFLEX ดังได้กล่าวมาแล้ว การทำงานในเรื่องนี้นับว่าสำคัญที่สุด ใช้เวลา

ปรับเป็นวินาทีเท่านั้น ตัวอย่าง แม้ในชีวิตประจำวันเช่น การเปลี่ยนอริยาบถก็ต้องนำการควบคุม

เช่นนี้มาใช้ คือเมื่อเปลี่ยนจากท่านอนมาเป็นท่ายืนโดยทันที ความดันเลือดจะลดลงโดยเฉพาะที่

ส่วนบนของร่างกายเพราะเลือดตกมาอยู่ในส่วนของล่างมาก จะมีการปรับให้สูงขึ้นเพื่อไม่ให้

สมองต้องกระทบกระเทือนต่อการขาดเลือด โดยการเพิ่มงานของหัวใจและทำให้หลอดเลือดบีบ

ตัวความดันอาจจะเกือบเท่าขณะนอนหรือสูงกว่า ขึ้นอยู่กับความว่องไวและความแข็งแรงของ

กลไก

2. การควบคุมเกี่ยวกับปริมาตรเลือดโดยเฉพาะ

เรื่องนี้มักจะถูกมองข้ามไปซึ่งความจริงก็มีความสำคัญอยู่เหมือนกัน เกี่ยวกับปริมาตรเลือดนี้

ในข้อ 1 ก็มีการปรับในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่เป็นการปรับในปริมาณเลือดที่เก็บสำรองไว้

ออกมาใช้โดยการบีบตัวของหลอดเลือดดำแต่กลไกอีกอย่างหนึ่งที่ปรับปริมาณเลือดทั้งหมดอาจ

แบ่งออกเป็น 2 ข้อคือ

ก)การแลกเปลี่ยนสารน้ำในหลอดเลือดฝอย

เครื่องวัดความดันโลหิต 12

ถ้าความดันเลือดสูง ความดันฮัยโดรสแตติคในหลอดเลือดฝอยจะเพิ่มขึ้น จะทำให้น้ำกรอง

ออกมานอกหลอดเลือดมากขึ้นเป็นการลดปริมาตรของเลือด กลไกเช่นนี้ทำได้ช้ากว่า ใช้เวลา

เป็นหลายนาที หรือกว่าจะได้ผลชัดเจนก็กินเวลาเป็นชั่วโมง ถ้าความดันเลือดต่ำผลที่ได้จะ

ตรงกันข้าม

ข)การควบคุมทางไต

เมื่อมีเลือดอยู่ในระบบไหลเวียนมากไตจะขับออกมาก ถ้ามีน้อยจะขับออกน้อย (ดูเรื่องการ

ควบคุมดุลน้ำของไต) การกระทำเช่นนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง

ตัวอย่างความสำคัญของการควบคุมโดยวิธีนี้ เช่น เมื่อร่างกายเสียเลือดไปมากๆแม้จะนำเอา

เลือดออกมาจากที่เก็บสำรองแล้วก็ตาม อาจไม่พอเพียง ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาตรของเลือดโดย

การดูดน้ำจากภายนอกเข้ามาในหลอดเลือดและทางไตย่อมไม่เป็นปัญหาเลยว่าต้องหยุดขับ

ปัสสาวะชั่วคราว เป็นการแบ่งกำลังไปช่วยงานที่มีความสำคัญอันเป็นอันตรายเฉพาะหน้าก่อน

สรีรวิทยาของการออกกำลังกาย

การเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบการไหลเวียนนับว่าเป็นตัวอย่างอันดีของการทำงานใน

ร่างกายว่าสลับซับซ้อนเพียงใด ต้องมีการประสานงานของอวัยวะหลายระบบ คือ กล้ามเนื้อ

ระบบการไหลเวียน ระบบการหายใจ และระบบประสาทเป็นสำคัญ

ขอเริ่มด้วยหลักใหญ่ๆก่อนคือ การที่กล้ามเนื้อจะทำงานได้จะต้องมีอาหารและออกซิเจนไปให้

ฉะนั้นจะต้องประกอบด้วย VENTILATION และBLOD FLOW ทั้งสองอย่างนี้จัดหาให้ได้

เพียงพออย่างไร ได้มาจากสมองอันเปรียบเสมือนกองบัญชาการใหญ่ และผลิตผลจากากรที่

กล้ามเนื้อทำงาน เช่นคาร์บอนไดออกไซด์ กรดแลคติค และความร้อนเป็นต้น รวมทังการขาด

ออกซิเจนก็จะมีส่วนช่วยให้เพียง

พอตามความต้องการ ยิ่งกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้มีความต้องการมากขึ้น ของเสีย(WASTE

PRODUCT )ก็มากทำให้เลือดมาเลี้ยงมาก

เครื่องวัดความดันเลือด 13

ตาราง 1 เปรียบเทียบการไหลเวียนผ่านปอดกับการไหลเวียนทั่วกาย

เครื่องวัดความดันเลือด 14

รูปที่ 8 เป็นช่วงค่าวัดความดันเลือด ค่าซิสโตลิค และค่าไดแอสโตลิค

ในคนปกติทั้งชายและหญิงในช่วงอายุต่างๆ

การตรวจหรือวัดความดันเลือดของหลอดเลือดแดง สามารถกระทำได้ 5 วิธีด้วยกัน คือ

1. การดูสีผิวเมื่อมีเลือด (flush)

2. การคลำชีพจร (palpatory)

3. การฟังเสียง (auscultatory)

4. การออสซิเลท (oscillometric)

5. อุลตร้าซาวลด์ (ultrasonic)

วิธีการดูสีผิวเมื่อมีเลือด (flush)

เป็นวิธีที่ใช้ผ้ายืด(eleastic bandage) พันปลายขาขึ้นมาถึงลำตัว เหมือนเป็นการบีบ

เลือดออกจากเนื้อเยี่อ นำคัฟมาพันเหนือผ้ายืดแล้วบีบลมเข้าไปในคัฟให้มากพอแล้วคลายผ้ายืด

ออกต่อมาค่อยๆปล่อยลมออกจากคัฟช้าๆและเมี่อถึงความดันซิสโตลิค ผิวหนังส่วนที่อยู่ล่างลงมา

จะแดงเรี่อขึ้นเนื่องจากมีเลือดไหลผ่านเข้ามาและผู้ถูกทดสอบจะบอกความรู้สึกอุ่นหรีอร้อนใน

บริเวณนั้นในขณะเดียวกัน การวัดวิธีนี้จะได้เฉพาะค่าซิสโตลิค ส่วนค่าอื่นๆไม่สามารถวัดได้ แม้

วิธีนี้จะค่อนข้างยุ่งยาก แต่หากวิธีอื่นไม่อาจจะทำได้ก็เหลือวิธีนี้อยู่เท่านั้น และจะใช้วิธีนี้ในตึก

เด็ก

วิธีการคลำชีพจร (palpatory)

คำว่า “palpate” หมายถึงการรู้สึกได้ด้วยมือ ในที่นี้เป็นการใช้นิ้วมือคลำชีพจรส่วนที่อยู่

ล่างของหลอดเลือดที่ทำการวัด ตามรูปที่….ซึ่งแสดงถึงการพันคัฟ และการใช้นิ้วมือคลำชีพจรที่

เครื่องวัดความดัน 15

ข้อมือ (radial pulse) ส่วนอีกมือหนึ่งบีบลูกยาง ถุงยางในคัฟจะโป่ง ขณะเดียวกันต้องค่อยสังเกตุ

ระดับความดันชีพจรจุดที่หายไป ให้บีบเลยขึ้นไปอีกเล็กน้อย (ประมาณ 30 มม.ปรอท) แล้วจึง

ค่อยๆปล่อยลมออกทางวาวล์ (ประมาณ 3 มม.ปรอท ต่อหนึ่งอัตราการเต้นของหัวใจ) ทำการ

สังเกตุจุดที่เริ่มคลำชีพจรอีกครั้ง แล้วจึงนำค่าที่สังเกตุได้ทั้งขึ้นและลงมาเฉลี่ยจะได้ค่าความดันซิส

โตลิค ด้วยวิธีการนี้หากใช้คัฟมาตรฐานจะได้ค่าความดันต่ำกว่าความเป็นจริง ประมาณ 5-10 มม.

ปรอท แต่จะไม่สามารถวัดค่าไดแอสโตลิคและค่าเฉลี่ยได้

รูปที่ 9 . การวัดด้วยวิธีคลำชีพจร . แสดงความดันในคัฟและคลื่นชีพจร ซึ่ง

บันทึกด้วย photoeletric plethysmograph

วิธีการฟังเสียง (auscultatory)

เป็นวิธีการฟังเสียง korotkoff (แพทย์ชาวรัสเซียที่เสนอวิธีนี้เมื่อ ค.ศ.1905) ใช้คัฟพันที่

แขน (brachial) ดังแสดงในรูปที่ 7 บีบลูกยางให้ความดันในคัฟสูงกว่าค่าที่คาดว่าเป็นซิสโตลิคใช้

stethoscope ฟังที่หลอดเลือด brachial ตำแหน่งต่ำกว่าคัฟ ปล่อยลมออก(ประมาณ 3 มม.ปรอทต่อ

ครั้ง) เมื่อความดันในคัฟต่ำกว่าซิสโตลิคหลอดเลือดจะเปิดตัวเล็กน้อยมีเลือดไหลผ่าน ฟังเสียงได้

ณ จุดนี้อ่านค่าเป็นความดันซิสโตลิค เมื่อปล่อยลมออกต่อไปจะยังคงได้ยินเสียงดังชัดเจนค่อยๆดัง

ขึ้น,เสียงนุ่มลง,เสียงดังที่สุด,เสียงค่อยลงและหายไป ลักษณะของเสียงแสดงในรูปที่ 8 แบ่งเป็น 5

ระยะ คือ phase I clear soft shot sounds (เสียงชัดเจนเป็นเสียงช่วงสั้นๆ,phase II murmurlike

sounds (คล้ายเสียง เมอร์เมอร์) ,phase IIIthumping sounds (คล้ายเสียงทุบโต๊ะ), phase IV

muffling sounds(เสียงอู้อี้ไม่ชัดเจน) และ phase V silence(เสียงหายไป) ค่าความดันซิสโตลิคอ่าน

เครื่องวัดความดันเลือด 16

ที่เริ่มได้ยินเสียงครั้งแรก ส่วนค่าความดันไดแอสโตลิคจะใช้จุดที่เสียงหายไป (phase V) แต่ใน

ผู้ป่วยบางรายเสียงจะคงได้ยินไปจนถึงศูนย์ จึงแนะนำว่าควรจะใช้ค่าที่phase IV และในความเป็น

จริงความดันที่แตกต่างกันระหว่าง phase IV และ phase V ก็ค่อนข้างแคบมาก

วิธีการวัดเช่นนี้นิยมใช้ในการวัดความดันเลือดในผู้ใหญ่ แต่มักไม่ค่อยได้ผลในเด็กเล็กเพราะว่า

ความถี่ของเสียงกว่าที่หูคนจะได้ยิน และมักไม่ได้ผลในผู้ใหญ่ที่ความดันเลือดต่ำมาก

และยิ่งไม่ได้ผลในสัตว์ทดลองด้วย เพราะเสียงไม่ได้ยิน

รูปที่ 10 วิธีการวัดแบบ auscultatory

เครื่องวัดความดันโลหิต 17

รูปที่ 11 ลักษณะของเสียงที่แบ่งเป็น phase ต่างๆ ซึ่งได้มาจากการวัดวิธี auscultatory

วิธีการออสซิเลท (oscillometric)

วิธีการออสซิเลชั่น หรือออสซิโลเมตริก เป็นการวัดแอมปลิจูดของการออสซิเลทชั่นของ

ความดันภายในคัฟ นำมาเป็นตัวบ่งชี้ตำแหน่งของความดันซิลโตลิคและความดันเฉลี่ย เนื่องจาก

การออสซิเลชั่นจะมีขนาดของแอมปลิจูดที่มีขนาดเล็ก ในวิธีการสร้างเครื่องจึงต้องมีการขยาย

สัญญาณ

ค่าความดันภายในคัฟที่สูงกว่าค่าซิลโตลิค จะเป็นต่ำแหน่งเดียวกันที่คลื่นชีพจรหายไป

เมื่อปล่อยลมออกช้าๆ (ประมาณ 3 มม.ปรอท ต่อหนึ่งจังหวะหัวใจ) และในช่วงที่ค่าความดันต่ำ

กว่าค่าความดันเลือด หลอดเลือดจะเปิดและเลือดจะไหลได้ ทำให้ความดันในคัฟแกว่ง(ออสซิเลท)

ดังแสดงในรูป..ก ตำแหน่ง s การออสซิเลทนี้จะค่อยๆ เพิ่มแอมปลิจูดขึ้นเมื่อปล่อยลมออกจากคัฟ

จนถึงจุดสูงสุดที่ตำแหน่ง M ซึ่งต่ำแหน่งนี้จะใกล้เคียงกับค่าความดันเฉลี่ย ส่วนค่าไดแอสโตลิคนี้

ยังไม่มีตัวบ่งชัดที่แน่นอน

วิธีการออสซิลโลเมตริก จะสามารถวัดค่าความคันเฉลี่ยได้ดี จากการศึกษาเปรียบเทียบกับ

วิธีการอื่น เช่น การศึกษาของ Posey และคณะเมื่อปี ค.ศ. 1969 , Mauck และคณะเมื่อ ปีค.ศ. 1980

ปัจจุบันมี เครื่องวัดความดัน เลือดอิเลคทรอนิคส์ ที่ใช้วิธีนี้แลัแสดงค่าความดันเฉลี่ยออกมาเป็น

ตัวเลข จากการศึกษาค่าความดันเลือดในคนของ Ramsey เมื่อปี ค.ศ. 1979 และ Yelderman และ

Ream เมื่อ ปี .คศ. 1979 ได้แสดงให้เห็นว่าค่าที่ได้จากการวัดวิธีออสซิลโลเมตริก กับการวัดโดยวิธี

ทางตรงมีความสัมพันธ์กันสูงมากดังรูปที่…. ข้อมูลของ Ramsey และจากการศึกษาของ

Kimble และคณะ เมื่อ ปี ค.ศ. 1981 ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน เมื่อเขาวัดเปรียบเทียบกับการวัดค่าความ

ดันเลือดแดงเฉลี่ย โดยการวัดทางอ้อมใช้ Dynamap กับการวัดทางตรงที่หลอดเลือดสายสะดือใน

รูปที่ 12 วิธีการออสซิโลเมตริก

เครื่องวัดความดัน 18

เด็กแรกเกิด ที่มีน้ำหนักตัว 700-3,600 กรัม อัตรส่วนระหว่างความกว้างของคัฟต่อความยาวรอบ

แขนทารกระหว่าง 0.45 ถึง 0.7 การวัดโดยทางอ้อม (IND) มีความสัมพันธ์กับการวัดทางตรง

(DIR) โfยค่าความสัมพันธ์ของ IND =0.822 DIR + 7.48 สัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ 0.853 ช่วง

ความดันเฉลี่ยที่วัด 20 – 65 มม.ปรอท

รูปที่ 13 ค่าความดันเลือดแดงเฉลี่ย (MAP) เปรียบเทียบโดยวิธีการออสซิลโลเมตริก

กับวิธีการวัดทางตรง เส้นทึบเป็นเส้นที่ค่าควรจะเท่ากัน เส้นประเป็นเส้น

ที่ได้จากสมการ IND =0.822 DIR + 7.48 สัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ 0.98

เส้นตั้งเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตฐาน ± ISD

รูปที่ 14 เส้นบนเป็นการบันทึกเสียง Korotkoff เส้นล่างเป็นเส้นความดันในคัฟที่ออสซิลเลท

SO เป็นจุดที่เริ่มมีการออสซิลเลทเพิ่มขึ้น

AS เป็นค่าแอมปลิจูดค่าความดันในคัฟที่สอดคล้องกับการฟังเสียงที่เป็น

ค่าความดันซิลโตลิค

Ad เป็นค่าแอมปลิจูดความดันในคัฟที่สอดคล้องกับการฟังเสียงที่เป็นค่าความดันได

แอสโตลิค

Am เป็นแอมปลิจูดของค่าความดันสูงสุดในคัฟ ซึ่งหมายถึงค่าความดันเฉลี่ย

เครื่องวัดความดันเลือด 19

ด้วยวิธีการออสซิลโลเมตริก เรามีหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่า ซิลโตลิค ไดแอสโตลิค

และค่าเฉลี่ย จากการทดลองของ Geddes และคณะเมื่อ ปี ค.ศ. 1983 โดยทำการทดลอง

เปรียบเทียบกับวิธีการฟังเสียง Korotkoff (วิธีการ auscultatory) ในผู้ใหญ่จำนวน 23 คน ใช้คัฟมา

ตฐานกว้าง 12 ซม. ที่ถุงยางจะติดไมโครโฟนรับเสียง ทำการบันทึกเสียงและค่าความดันในคัฟที่

ออสซิลเลท ณ จุดที่ได้ยินเสียงแรก (phase I ) ดังขึ้นซึ่งเป็นค่าความดันซิลโตลิค และจุดที่

สัญญาณเสียงหายไป (phase V) เป็นค่าความดันซิลโตลิท ข้อมูลที่บันทึกทำในขณะให้ผู้ถูก

ทดสอบออกกำลังกายเกร็งกล้ามเนื้อขา เพื่อเพิ่มความต้านทานรอบนอกของระบบไหลเวียนเลือด

รูปที่… เป็นการแสดงผลการบันทึกที่พบจุดสังเกตุที่สำคัญ เช่น ความดันซิลโตลิคที่ได้จากการ

แกว่งของความดันในคัฟ (SO) จะมีค่าสูงกว่าค่าที่วัดได้ด้วยวิธีการฟังเสียง Korotkoff ซึ่งจากการ

ฟังเสียงนี้ เราทราบว่าต่ำกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย คือหากค่าความดันซิสโตลิค มีค่า 120 มม.

ปรอท วิธีการวัดแบบออสซิลโลเมตริกจะอ่านค่าได้ประมาณ 129.60 มม.ปรอท หรือสูงกว่า

ประมาณ 8 %

ในจุดที่ฟังได้ค่าความดันซิสโตลิค เมื่อวัดขนาดแอมปลิจูดของออสซิเลทในคัฟ (AS) แล้วนำไป

เปรียบเทียบหรือหาสัดส่วนกับแอมปลิจูดสูงสุด (Am) ซึ่งเป็นค่าความดันเฉลี่ย จะได้สัดส่วน AS /

Am เท่ากับ 0.55 ที่ความดัน 120 มม.ปรอท และจะมีค่า 0.45 –0.57 ในช่วงความดัน 100 – 190 มม.

ปรอท

ในจุดที่ฟังได้ค่าความดันไดแอสโตลิค เมื่อวัดขนาดของแอมปลิจูดในคัฟ (Ad) แล้วนำไป

เปรียบเทียบหรือหาสัดส่วนกับค่าแอมปลิจูดสูงสุด (Am) จะได้ค่า Ad / Am มีค่า 0.82 ที่ความดัน

80 มม.ปรอท และจะมีค่า 0.74 - 0.82 ในช่วงความดัน 55 – 115 มม. ปรอท

ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของการวัดด้วยวิธีออสซิลโลเมตริก คือเราสามารถใช้เครื่องมือที่ไม่

ยุ่งยากเพียงแค่คัฟกับผู้ป่วยที่ถูกทดสอบ และสามารถวัดได้ทั้งใน สัตว์ทดลอง เด็ก และทารก ที่ใช้

วิธีการฟังเสียงไม่ได้ผล และสามารถวัดได้สำเร็จแม้ความดันเลือดจะต่ำมาก (hypotention)

วิธีการอุลตร้าซาวลด์ (ultrasonic)

อุลตร้าซาวด์ในการวัดความดันเลือดทางอ้อม และนำมาใช้ 2 วิธี คือ (1)วัดการเคลื่อน

ของผนังหลอดเลือดแดง (2) วัดเลือดที่ไหลโดยใช้ transcutaneous doppler blood flowmeter แต่

ทั้งสองวิธียังคงใช้ผ้าพันแขนหรือคัฟอยู่

วิธีวัดการเคลื่อนของผนังหลอดเลือดแดง เนื่องจากเมื่อปล่อยลมออกความดันในคัฟลดลงจะมี

เลือดไหลผ่านทำให้หลอดเลือดสั่นเสทือน ซึ่งสามารถวัดการสั่นสะทือนนี้ได้ โดยใช้ปิโซอิเล็ก

ตริคขนาดเล็ก 2 อัน อันหนึ่งปล่อยคลื่นความถี่สูง ส่วนอีกอันหนึ่งรับเสียงที่สะท้อนกลับหลัง

กลับไปกระทบกับผนังหลอดเลือดแดงแล้ว จากการทดลองด้วยวิธีนี้กับการวัดโดยทางตรง

ปรากฏว่าได้ค่าสัมพันธ์กันดีมากทั้งค่าซิสโตลิคและไดแอสโตลิค

เครื่องวัดความดัน 20

ส่วนวิธีวัดเลือดที่ไหลโดยใช้ transcutaneous doppler blood flowmeter จะใช้ทรานสดิวเซอร์วาง

ในตำแน่งที่ต่ำกว่าคัฟ เมื่อปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง ลงไป ความถี่ของเสียงจะเปลี่ยนไปเมื่อมี

เลือดไหลหลังจากที่ปล่อยลมออกจากคัฟ จุดที่เริมมีเลือดไหลนั้นเป็นค่าความดันซิสโตลิค

อุปกรณ์ที่ใช้อุดกั้นการไหลของเลือด

อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าพันแขน หรือ คัฟ (arm cuff) ที่ภายในมีถุงยางที่ทำให้โป่งหรือ

แฟบได้ ปลายของคัฟจะมีแถบสำหรับยึดเกาะได้สะดวกและสามารถกระทำการยึดเกาะได้อย่าง

รวดเร็วที่เรียกว่า veloro ถุงยางที่อยู่ภายในคัฟจะมีท่อต่อออกมา 2 ท่อ ท่อหนึ่งสำหรับต่อกับวาวล์

ของลูกยางบีบหรือปั๊มสำหรับทำให้ถุงยางเกิดการโป่งพองหรือปล่อยลมออกในกรณีที่ต้องการจะ

ให้แฟบ ส่วนอีกท่อหนึ่งจะไปต่อกับชุดอ่านค่าความดัน ซึ่งอาจจะเป็นชุดปรอทหรือเกจวัด เป็นต้น

เมื่อมีการบีบลมเข้าไปความดันในถุงลมจะเพิ่มขึ้นและจะไปกดเนื้อเยื่อและหลอดเลือดแดงที่อยู่

ภายในแขน หากความดันในถุงสูงกว่าหลอดเลือดแดงก็จะปิดกั้น และเมื่อค่อยๆปล่อยลมออกจน

ต่ำกว่าความดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว หลอดเลือดจะเปิดออกชั่วขณะมีเลือดไหลผ่าน

ไปได้นั่นคือค่าความดันซิลโซลิค และเมื่อค่อยๆปล่อยลมออกต่อไปหลอดเลือดจะเปิดออกเป็น

ช่วงๆ ตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ จนถุงยางมีความดันเท่ากับหรือย้อยกว่าหลอดเลือด หลอด

เลือดก็จะไม่มีการอุดกั้นการไหลของเลือด จากการกระทำเช่นนี้เราสามารถหาค่าไดแอสโตลิค

และค่าความดันเฉลี่ยได้ ที่สำคัญจะต้องเลือกใช้ขนาดของคัฟที่เหมาะสมกับขนาดและรูปร่างของ

ผู้ถูกวัด ตามตาราง

เครื่องวัดความดันเลือด 21

ขนาดมาตรฐาน สำหรับ กว้าง (ซม.) ยาว (ซม.) อัตราส่วน (ยาว/กว้าง)

2.3 6.0 2.6

2.5 5.0 2.0

3.0 6.8 2.3

3.5 10.5 3.0

ทารกแรกเกิด

3.7 7.6 2.1

ทารก 4.5 11.5 2.6

5.6 11.6 2.1

เด็ก 8.3 15.7 1.9

9.4 21.3 2.3

ผู้ใหญ่ 11.9 21.3 1.8

12.4 25.9 2.1

ผู้ใหญ่ตัวโต 15.2 32.1 2.1

15.5 31.3 2.0

พันต้นขา 18.0 36.0 2.0

18.6 40.2 2.2

ตารางที่ 2 ขนาดของคัฟ BP ที่มีอยู่ในท้องตลาด

วิธี ค่าซิสโตลิค ค่าไดแอสโตลิค ค่าเฉลี่ย

Palpatory ได้ ไม่ได้ ไม่ได้

Oscillometric ได้ ได้ ได้

Auscultatory ได้ ไม่ได้ ได้

Ultrasonic(A) ได้ ไม่ได้ ได้

Ultrasonic(B) ได้ ไม่ได้ ไม่ได้

Flush ได้ ไม่ได้ ไม่ได้

ตารางที่ 3 สรุปวิธีการวัดความดัน และในแต่ละวิธีสามารถวัดได้ค่าอะไรได้บ้าง

เครื่องวัดความดันเลือด 22

รูปที่ 15 ผ้าพันแขนหรือคัฟ (arm cuff)

การวัดความดันเลือดจาก Korotkoff sound

วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับการคลำชีพจร แต่หากมีการใช้ stethoscopes วางตรงบริเวณหลอด

เลือดที่อยู่ทางส่วนปลายของถุงยางที่พันแขน (คัฟ) ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อความดันในคัฟเริ่มต่ำกว่า

ความดันสูงสุดในหลอดเลือดแดง เลือดจึงเริ่มไหลผ่านได้ แต่การที่เลือดผ่านจากท่อที่มีความดัน

สูงไปยังที่มีความดันต่ำจะเกิดการไหลวนของกระแสเลือดขึ้น อันทำให้เกิดเสียงขึ้น เสียงแรกที่

เกิดขึ้นนี้เรียกว่าความดัน systolic แต่เมื่อลดความดันในคัฟลงไปอีกเรื่อยๆ ก็ยังคงได้ยินเสียง

Korotkoff ต่อไปอีก จนเมื่อไหร่ค่าความดันในคัฟมีค่าเท่ากับความดันต่ำสุดในหลอดเลือดแดง

เสียง Korotkoff จะหายไป เพราะเลือดจะเปลี่ยนจากการไหลวนเป็นการไหลเรื่อยๆ ตามปกติ จึงไม่

เกิดเสียง ตรงจุดที่เสียง Korotkoff หายไปนี้เราเรียกว่า ค่า diastolic

เครื่องมือที่ใช้ในการวัดความดันประกอบกับการฟังเสียง Korotkoff มีดังนี้

เครื่องที่ใช้วัดความดันเลือด หรือ เครื่องวัดความดันโลหิต (sphygmonanometer) ซึ่งอาจเป็นแบบ

mercury manometer หรือเป็นแบบ aneroid gauge

ถ้าเป็นแบบมาโนมิเตอร์ที่ใส่ปรอท (mercury manometer) จะต้องให้หลอดแก้วที่ใส่

ปรอทตั้งตรงและมีปรอทอยู่ที่ระดับ 0 อีกทั้งปรอทก็ต้องสะอาดไม่แตกเป็นช่วงๆ

เครื่องวัดความดันเลือด 23

ถ้าเป็นแบบ aneroid gauge เครื่องแบบนี้จะมีไดอะเฟรมเป็นแผ่นโลหะที่มีรอยหยักทางด้านข้าง

(corrugated metal disks) ซึ่งจะขยายตัวหรือหดตัวเมื่อความดันเปลี่ยนแปลงไป เมื่อแผ่นไดอะ

เฟรมเคลื่อนที่ ส่งส่งต่อแรงไปยังระบบเฟืองเกียร์เพื่อหมุนเข็ม แต่เครื่องพวกนี้มักไวต่ออุณหภูมิ

และการสั่นสะเทือน ต้องมีการสอบเทียบค่าบ่อยๆ กับเครื่องแบบปรอท

รูปที่ 16 เครื่องวัดความดันเลือดหรือความดันโลหิต โดยทางอ้อม

แบบ mercury manometer หรือ sphygmonanometer

รูปที่ 17 เครื่องวัดความดันโดยทาอ้อม แบบ aneroid gauae

เครื่องวัดความดันเลือด 24

Stethoscope เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับฟังเสียง Korotkoff

ถุงยางพันแขน (คัฟ) เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดแรงดันไปกดเส้นเลือดแดง คัฟที่ใช้ไม่ควรแคบหรือ

กว้างเกินไป

ถ้าคัฟแคบเกินไป การวัดจะได้ค่าความดันสูงกว่าความเป็นจริง

ถ้าคัฟกว้างเกินไป การวัดจะได้ค่าความดันต่ำกว่าความเป็นจริง

โดยทั่วไปแล้วคัฟควรมีความกว้างกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของแขนหรือขา 20 % ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว

จะกว้าง 12 – 14 ซม. การพันรอบแขนหรือขาควรพันให้กระชับไม่ควรให้หลวม มิฉะนั้นแล้วค่าที่

อ่านได้จะสูงเกินความเป็นจริง การปล่อยลมออกจากคัฟ ควรค่อยๆปล่อยออกประมาณ 3 มม.

ปรอท ต่อหัวใจเต้น 1 ครั้ง หรือการปล่อยลมจาก 200 มม.ปรอท ลงมาถึง 50 มม.ปรอท ควรใช้

เวลาประมาณ 1 นาที

การปล่อยลมออกเร็วเกินไป ค่าที่อ่านได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง

แต่หากปล่อยลมออกช้าเกินไป จะทำให้มีเลือดคั่งในส่วนปลายของหลอดเลือด

โดยสรุปแล้วเราไม่สามารถวัดค่าความดันทั้งสามด้วยวิธีเดียวเท่านั้น และไม่สามารถวัดอย่าง

ต่อเนื่องได้ แต่ทุกวิธีจะวัดได้ค่าแม่นยำขึ้นหากใช้คัฟที่มีความกว้าง 40 % ของความยาวรอบแขน

วิธีที่นิยม 3 วิธี คือวิธีการฟังเสียง วิธีออสซิลโลเมตริก และวิธีคลำชีพจร ซึ่งได้แสดงในรูปที่ 10

เป็นการบันทึกอย่างต่อเนื่องของเสียง korotkoff ที่บันทึกได้ที่ 157 มม.ปรอท

รูปที่ 18 เป็นการวัดความดันเลือดโดยทางอ้อมด้วยวิธีauscultatory ,oscillometic และpalpatory

เครื่องวัดความดันเลือด 25

ส่วนชีพจรจะบันทึกได้ต่ำกว่าค่านี้เล็กน้อยและยังคงบันทึกได้ตลอดช่วงระยะเวลา ขณะที่

ความดันคัฟลดลง ลักษณะเสียง korotkoff จะเปลี่ยนแปลงบ้าง การออสซิลเลทของความดันคัฟ

จะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนถึงสูงสุดแล้วแล้วจึงค่อยๆลดลง ณ จุดที่สูงสุด ( 108 มม.ปรอท )สอดคล้องกับ

ค่าความดันเฉลี่ยของผู้ถูกทดสอบ เสียง korotkoff จะหายไปที่ 92 มม.ปรอท ซึ่งหมายถึงความดัน

ไดแอสโตลิคซึ่งไม่อาจเห็นได้จากความดันคัฟและการวัดชีพจร

รูป 19 คัฟขนาดต่างๆ

รูป 20 คัฟขนาดต่างๆ เมื่อคลี่ออก

ขนาดของคัฟ

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าควรจะเลือกขนาดของคัฟที่พอดี แต่คัฟที่มีขายในท้องตลาดได้แสดง

ในตารางที่ 1 จะสังเกตเห็นว่าอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความกว้างของถุงยางภายในคัฟ จะ

เท่ากับ 2 เป็นที่ทราบกันทางคลินิคว่าควรจะเลือกใช้คัฟที่ถูกขนาด ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่ง

อเมริกา (american heart association) ได้แนะนำว่าความกว้างของคัฟควรจะเท่ากับ 1.2 เท่าของ

เส้นผ่าศูนย์กลางของอวัยวะที่วัด แต่เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ยาก จึงใช้ความกว้างประมาณ 40 %

เครื่องวัดความดันเลือด 26

ของความยาวรอบอวัยวะและดังที่ทราบแล้วว่าหากเลือกใช้คัฟที่แคบเกินไปค่าความดันที่วัดได้จะ

สูงกว่าค่าความเป็นจริง และในทางกลับกัน หากใช้คัฟที่กว้างเกินไปค่าที่วัดได้จะต่ำกว่าค่า

ความเป็นจริง ซึ่งจากการทดลองของหลายคนก็สนับสนุน เมื่อใช้คัฟที่กว้างมาวัดจะได้ค่าต่ำกว่า

จริงเช่น Burch และ Depasquale (1962),Kirkendal และคณะ (1967), Parkและคณะ

(1976),Geddes และWhistler (1978),Kimble และคณะ(1981)แต่ในทางตรงกันข้ามกับAlexander

และคณะ(1977)ที่ได้ใช้หุ่นแขนสำหรับทดสอบ จากการบันทึกเมื่อใช้คัฟที่กว้างมากแต่ค่าความ

ดันที่ได้ไม่ได้ลดลง ซึ่งก็ควรจะได้รับการพิสูจน์กันต่อไป

ในการวัดความดันเลือดที่ใช้คัฟอุดกั้นการไหลของเลือดชั่วคราวที่นิยมกัน ได้มี

ข้อเสนอแนะเพื่อให้ได้ค่าที่วัดได้แม่นยำและเป็นค่าที่แท้จริง ควรจะคำนึงถึงหัวข้อต่อไปนี้

ใช้คัฟขนาดที่ถูกต้อง เลือกความกว้างเป็น 40% ของความยาวรอบแขน หากใช้คัฟแคบเกินไป

ค่าที่วัดได้จะสูง และหากคัฟกว้างเกินไปค่าที่วัดได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง

ใช้คัฟที่มี 2 ท่อ คือท่อหนึ่งสำหรับเป็นทางผ่านของลมที่ทำให้ถุงยางโป่งหรือแฟบ ส่วนอีกท่อ

หนึ่งสำหรับวัดหรือแสดงความดันในคัฟ หากใช้คัฟที่มีท่อเดียวที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่าง จะทำให้

ความดันที่วัดได้ต่ำกว่าความดันในคัฟ

พันคัฟให้แน่นพอดี ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป และก่อนพันต้องพับแขนเสื้อผ้าขึ้นให้

พ้นก่อน ไม่พันคัฟทับไปบนเสื้อผ้า

วางแขนที่วัดให้อยุ่ในระดับเดียวกับหัวใจ หากวางต่างระดับไปเป็นระยะ 505 นิ้วจะทำให้ค่าความ

ดันผิดพลาดไป 10 มม.ปรอท โดยที่วางสูงกว่าหัวใจจะวัดความดันได้ต่ำกว่า และหากวางสูงกว่า

จะวัดค่าได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

ทำให้ถุงยางโป่งอย่างรวดเร็วแต่ทำให้แฟบด้วยอัตรา 3 มม.ปรอทต่อจังหวะการเต้นของ

หัวใจต้องแน่ใจว่ากล้ามเนื้อบริเวณที่จะวัดอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลาย มิฉะนั้นจะต้องใช้ความดันคัฟ

สูงกว่าปกติถึงจะถึงจุดอุดกั้นการไหลของเลือดทำให้ค่าความดันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง

วิธีauscultatory ค่าซิสโตลิคจะอ่านเมื่อได้ยินเสียงแรก ส่วนค่าไดแอสโตลิคจะอ่านได้ 2 อย่างจุด

ที่เสียงหายไป(คาดว่าน่าจะเป็น) หรือเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน

ขณะที่วัดโดยการปล่อยลมออก อย่าบีบให้คัฟโป่งอีกเพื่ให้อ่านค่าได้ เพราะจะทำให้เกิด

การคั้งของเลือดที่แขนส่วนปลายที่ทำให้เกิด auscultatory gap

วิธี auscultatory ขณะที่ปล่อยลมออก บางครั้งอาจได้ยินเสียง,เสียงหายไป แล้วได้ยินใหม่

ความดันคัฟระหว่างเสียงที่หายไปจนกระทั่งได้ยินเสียงใหม่ เรียกว่า auscultory gap ซึ่งไม่ทราบ

สาเหตุแน่ชัดนัก แต่สามารถขจัดออกไปได้ โดยการชูแขนให้สูงขณะที่คัฟแฟบ เป็นการช่วยทำ

ให้เลือดดำไหลกลับได้ดีขึ้น ต่อมาบีบให้คัฟโป่งเกินค่าซิสโตลิคแล้วจึงค่อยวางแขนลง และทำ

การวัดความดันเลือดตามปกติ วิธีการทำเช่นนี้auscultory gap มักจะหายไป

เครื่องวัดความดัน 27

ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าค่าความดันเลือดสามารถแปรผันได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น การหายใจ อารมณ์

ที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น

ดูแลรักษาเครื่องมือวัดให้ใช้ได้ ทำความสะอาดปรอท ตรวจดูการรั่วของท่อ และควร

ปรับเทียบมาตรฐานด้วย

ควรมีคัฟหลายขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น สำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ คนอ้วน ใช้กับต้น

ขา เป็นต้น

รูปแบบ ชนิดและประเภทต่างๆ ของ เครื่องวัด BP

รูป 21 เครื่องวัด BP ชนิด Portable Wrist รุ่น HEM – 608 ยี่ห้อ Omron เป็นเครื่องที่ออกแบบ

คลายนาฬิกกาข้อมือ ง่ายต่อการใช้งาน โรงสร้างแข็งแรง อ่านค่าโดยอัตโนมัติ ตัวเลขดิจิตอล ใช้

ถ่านไฟฉายขนาด “AAA”

เครื่องวัดความดันเลือด 28

รูปที่ 22 แบบมีขาตั้ง รูปที่ 23 แบบตั้งโต๊ะ

รูปที่ 24 แบบอิเลคทรอนิคส์

รูปที่ 25 แบบรัดข้อมือ รูปที่ 26 แบบแขวนติดผนัง

เครื่องวัดความดันเลือด 29

การบำรุงรักษา เครื่องวัดความดันโลหิต

ขั้นตอนการใช้งานที่ถูกต้อง

2.1 นำเครื่องวัดความดันมาตั้งในลักษณะเตรียมพร้อม

2.2 เปิดวาล์วที่ใต้ฐานหลอดแก้ว(ถ้ามี)

2.3 พัน ถุงยางรอบต้นแขนเหนือข้อศอกให้เรียบร้อย (ให้ตำแหน่ง Mark อยู่ตรง

ข้อพับด้านในหรือตำแหน่งที่คู่มือกำหนด ) และวางแขนบนโต๊ะ

2.4 ปิดวาล์ว ( สำหรับเครื่องแบบปรอทและ แบบเข็ม )

2.5 ใช้นิ้วจับชีพจรบริเวณข้อมือ ( สำหรับเครื่องแบบปรอทและ แบบเข็ม )

2.6 บีบลูกยางเพื่ออัดลมเข้าถุงยาง( Cuff ) ที่รัดที่ต้นแขนจนปรอทสูงขึ้นมีค่าความ

ดันมากกว่าคนปกติ ประมาณ 20-30 mm.Hg (ประมาณ 150 mm.Hg ) แล้ว

จึงหยุด ( สำหรับเครื่องแบบ Digital ให้กดปุ่ม Start )

2.7 เปิดวาล์วให้แรงดันลดลงช้าๆ ( สำหรับเครื่องแบบปรอทและ แบบเข็ม )

2.8 สังเกตชีพจรบริเวณข้อมือ (สำหรับเครื่องแบบ Digital ให้อ่านค่าได้จาก

เครื่อง )

ขั้นตอนการบำรุงรักษา

3.1 หลังเลิกใช้งานควรเช็ดทำความสะอาดเครื่อง

3.2 ปิดวาล์วที่ใต้ฐานหลอดแก้ว(ถ้ามี)

3.3 พับถุงยางแล้วเก็บให้เรียบร้อย

3.4 ลูกยางและวาล์วไม่ควรวางให้ตรงกับหลอดแก้ว (ควรใส่ในตำแหน่งที่ร็อก

วาล์วถ้ามี) มิฉะนั้นวาล์วจะถูกกดด้วยหลอดแก้วแล้วหลอดแก้วจะแตก (

สำหรับเครื่องแบบปรอทและ แบบเข็ม )

3.5 ปิดฝาพร้อมร็อกให้เรียบร้อยแล้วนำไปเก็บในที่ปลอดภัย

เครื่องวัดความดันเลือด 30

ปัญหา&แนวทางการแก้ไข

ลำดับที่ อาการ สาเหตุ วิธีแก้ไข

1 - มีลมรั่วตลอดเวลา

- ถุงยางหรือสายรั่ว

- ใส้ไก่มีผงไปติด

- เปลี่ยนถุงยางใหม่

- ถอดทำความใส้ไก่

ใหม่

2 - บีบลูกยางแล้วไม่มี

ลมเข้าหรือเข้าน้อย

- ใส้ไก่ ( One way ) หลุด

- วาล์วเสีย

- ถุงยางขาด

- ใส่ใส้ไก่เข้าไปใหม่

พร้อมทากาวยาง

เล็กน้อย

- เปลี่ยนวาล์วใหม่

เปลี่ยนถุงยางใหม่

3 - สภาพเครื่องปกติแต่

วัดความดันได้สูง

เกินไป

- ฟิลเตอร์ตัน

- ปรอทสกปรก

- ปรอทต่ำเกินไป

- เปลี่ยนใหม่

- ถอดมาล้างทำความ

สะอาดใหม่

- เติมปรอท

4 - สภาพเครื่องปกติแต่

วัดความดันได้ต่ำ

เกินไป

- ปรอทสกปรก

- ถอดมาล้างทำความ

สะอาดใหม่

ข้อควรระวังในการใช้งาน

6.1 ไม่ควรใช้งานในที่ๆ มีฝุ่นละอองมากๆ เพราะจะทำให้ฟิลเตอร์ตัน

6.2 ไม่ควรเก็บเครื่องไว้ในที่ๆ มีอุณหภูมิสูงเพราะจะทำให้ถุงยาง และลูกยาง

เสื่อมสภาพเร็ว

6.3 หลังเลิกใช้งานควรปิดวาล์วทุกครั้ง

6.4 การเก็บวาล์วควรเก็บไว้ในที่ๆ กำหนดหรือไม่ให้ตรงกับตำแหน่งที่หลอดแก้วกด

ลงมาเพราะจะทำให้หลอดแก้วแตกได้

6.5 อย่าทำเครื่องตกจะทำให้ค่าที่วัดได้ไม่ถูกต้อง

6.6 คอยตรวจสอบแบตเตอรี่อยู่เสมอ (สำหรับเครื่องแบบ Digital )

6.7 และหากหยุดใช้เครื่องนานๆ ควรถอดแบตเตอรี่ออกเสมอ (สำหรับเครื่องแบบ

Digital )

เครื่องวัดความดันเลือด 31

บรรณานุกรม

ออสซิลโลเมตรี ทฤษฎีสำหรับความดัน ซิสโตลิค และไดแอสโตลิค. จุลสารชมรม อุปกรณ์การ

แพทย์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 14 ประจำเดือน พฤษภาคม ตุลาคม 2537 ; สิทธิชัย ใจตูม : หน้า 14-16

ความดันเลือด. จุลสารชมรม อุปกรณ์การแพทย์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 14 ประจำเดือน พฤษภาคม

ตุลาคม 2537 ; สมศรี ดาวฉาย : หน้า 17-28

ชูศักดิ์ เวชแพศย์. สรีรวิทยา. โครงการตำรา-ศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล. โรงพิมพ์

อักษรสมัย พิมพ์ครั้งแรก 1,500 เล่ม ; พ.ศ. 2520 : หน้า 89 - 94

ชูศักดิ์ เวชแพศย์. การมอนิเตอร์ทางคลีนิค หลักการ , เครื่อง ,และวิธีการ. ภาควิชาสรีรวิทยา คณะ

แพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล. พิมพ์ครั้งแรก ; พ.ศ. 2535 : หน้า 83 - 99__

Wednesday, December 5, 2012

เครื่องออกกำลังกายม้านั่ง ซิทอัพ B-SPORT

เครื่องออกกำลังกาย ม้านั่ง ซิทอัพ B-SPORT

October 12, 2012 healthcare

เครื่องออกกำลังกาย ซิทอัพ B-SPORT

 

รายละเอียด เก้าอี้ซิทอัพ Sit Up B-SPORT

การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายที่แข็งแรง เป็นสิ่งที่ทุกคนปราถนา การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี ด้วยภาวะที่เร่งรีบในปัจจุบัน หลายคนอาจไม่มีเวลาเข้าฟิตเนส
เครื่องออกกำลังกาย ซิทอัพ B-SPORT ช่วยคุณได้ เพราะด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มาก สามารถเก็บได้ง่ายๆ ให้คุณใช้งานได้อย่างสะดวกสบายได้ที่บ้าน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับ
ผู้ที่ต้องการฝึกกล้ามเนื้อท้องทั้งส่วนบน และส่วนล่าง ไม่เพียงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณมีรูปร่างที่ดี สร้างความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

  • โครงสร้างผลิตจากเหล็กคุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน
  • ส่วนเบาะรองหลังผลิตจากหนัง PU สีดำ ด้านในรองด้วยฟองน้ำนุ่มนิ่ม และสกรีนโลโก้ B-Sport
  • ออกแบบถูกต้องตามหลักการรองรับส่วนหลัง
  • สำหรับฝึกกล้ามเนื้อท้องทั้งส่วนบน และส่วนล่างได้เต็มช่วงการเคลื่อนที่
  • ปรับความสูงของเบาะได้ 3 ระดับ
  • ปรับระดับลูกกลิ้งโฟมยึดข้อเท้าได้ 5 ระดับ
  • พับเก็บได้ รับน้ำหนักได้ 100 กก.
  • ขนาด 13.75 × 47 x 7.75 นิ้ว
  • น้ำหนัก 9 กก.
  • รับประกันคุณภาพสินค้า 1 ปีจากผู้ผลิต

เก้าอี้ซิทอัพ Sit Up B-SPORT

เครื่องฟอกอากาศ Bwell รุ่น AC-2104

เครื่องฟอกอากาศ Bwell

เครื่องฟอกอากาศ Bwell Air Purification Expert สร้างอากาศที่บริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลพิษ เพื่อสุขภาพทางเดินหายใจที่ดีและยังช่วยยับยั้งสารก่อภูมิแพ้ แบคทีเรีย ไวรัสและกลิ่นในบ้านคุณ

  • สำหรับห้องขนาด 40 ตารางเมตร
  • ออกแบบมาสำหรับบุคคลทั่วไปและผู้ใช้ที่ต้องการความอ่อนโยน พิเศษโดยเฉพาะ ทารก เด็ก และผู้ป่วย
  • เครื่องฟอกอากาศ Bwell ที่ไม่มีอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดฝุ่นดำ และโอโซน ซึ่งส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด
  • สามารถเปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศ Bwell ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • Bwell สามารถฟอกอากาศได้ครบวงจรด้วยระบบ
    - กรองอนุภาคฝุ่นละออง
    - กรองก๊าซพิษและกลิ่น
    - ระบบฆ่าเชื้อโรค
  • กับสุดยอด 2 เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อโรคล่าสุดจากเมริกา
    - Ultraviolet Germicidal lrradiation (UVGI) เป็นการใช้รังสีอัตราไวโอเล็ตฆ่าเชื้อโรค
    - Photocatalytic Oxidation (PCO) เป็นการใช้รังสีอัตราไวโอเล็ตควบคู่กับแผ่น Titanium Dioxide (TiO2) ซึ่งกระบวนการทำให้เกิด Hydroxyl radical จะรวมตัวกับแบคทีเรียและเชื้อโรคในอากาศแล้วเกิดการย่อยสลายกลายเป็นคาร์บอน ไดออไซด์และน้ำ
  • Bwell ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขภาพจาก TUV Rheinland ประเทศเยอรมัน
  • Bwell ออกแบบโดยทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านฟอกอากาศมากกว่า 20 ปี โดยอ้างอิงเทคโนโลยีและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • คบวคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัส (ไม่มีรีโมท)
  • รับประกันสินค้า 1 ปี
  • Bwell รับประกันมอเตอร์ 10 ปี (หากเปลี่ยนแผ่นฟอกอากาศตามระยะเวลาที่กำหนด)

กำลังไฟและขนาดสินค้า

  • สำหรับห้องขนาด 40 ตารางเมตร
  • กำลังลม 65/89/113 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที
  • แรงดันไฟฟ้า 220/1/50 โวลต์/เฟส/เฮิรตซ์
  • กำลังไฟฟ้า 64 วัตต์
  • ระดับเสียง 42/47/50 เดซิเบล
  • ความยาวสายไฟ 190 ซม.
  • ขนาดสินค้า ยาว 435 กว้าง 207 สูง 406 มม.

หลักการทำงาน
การกรองอนุภาคฝุ่นละออง
1. แผ่นกรอง Activated Carbon Pre-Filter : ดักจับอนุถาคฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เช่น ฝุ่นผม ละอองเกสร เส้นใย และขนสัตว์ นอกจากนี้ยังช่วยลดกลิ่น เช่น อาหาร บุหรี่ และสัตว์เลี้ยง
2. แผ่นกรอง HEPA : ดักจับฝุ่นละอองได้ 99.97% ที่มีขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอน เช่น ฝุ่น ละอองเกสร เชื้อรา สะเก็ดผวหนังสัตว์ ไรฝุ่น สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบ และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ
3. แผ่นกรอง Antibactera : ดักจับแบคทีเรีย
การกรองก๊าซ
4. แผ่นกรอง Charcoal : ดูดก๊าซพิษในอากาศ เช่น ควัน กลิ่นสารเคมี ละอองน้ำมัน และสารไฮโดรคารืบอน
5. แผ่นกรอง Zeolite : ทำจากหินภูเขาไฟช่วยดูดก๊าซพิษ เช่น ฟอมัลดีไฮน์ เบนซิน แอมโมเนีย และสารอินทรีย์ไอระเหยอื่นๆ
การทำลายมลพิษ
6. แผ่น Titanium dioxide (TiO2) (มีในเฉพาะรุ่น AC – 2104 เท่านั้น) ทำงานร่วมกับรังสีอัลตราไวโอเล็ตทำให้เกิดปฎิกิริยา Photocatalytic Oxidation (PCO) ซึ่งจะทำลายก๊าซมลพิษและกลิ่นโดยการเปลี่ยนให้เป็นสารไร้มลพิษ
7. Ultaviolet Germicidal lrradiation (UVGI) ทำลายชีวมลพิษ เช่น เชื้อโรค เชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และเชื้อรา

วิธีการเปลี่ยนแผ่นกรอง

  • แผ่นกรองถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนได้ง่ายเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด และไม่สามารถถอดล้างได้
  • เมื่อไฟอายุแผ่นกรองปรากฎ ควรเปิดฝาหน้าและทำการเปลี่ยนแผ่นกรอง
  • เมื่อเปลี่ยนแผ่นกรองแล้วให้กดปุ่มแผ่นกรองไว้ประมาณ 3 วินาที เพื่อ reset และเริ่มต้นการจับเวลาอายุแผ่นกรองใหม่
  • ปิดเครื่องฟอกอากาศแล้วถอดปลั๊กออก
  • ใช้มือจับบริเวณด้านบนของฝากหน้า สอดนิ้วเข้าไปในช่องด้านข้างตัวเครื่องแล้วดึงฝาหน้าออก
  • ถอดแผ่นกรองที่ใช้แล้วออก
  • แกะแผ่นกรองจากหีบห่อ
  • ใส่แผ่นกรองเข้าไปในเครื่องฟอกอากาศ
  • ใส่ฝาหน้าโดยสอดยึดเข้าไปที่ช่องด้านล่างของเครื่อง จากนั้นยกฝาหน้าขึ้นแล้วดันเข้าหาเครื่องบริเวณด้านบน
  • เสียบปลั๊กเพื่อใช้งาน

ตารางการเปลี่ยนแผ่นกรอง

  • อายุการใช้งานของแผ่นกรอง Activated Carbon Pre – filter 1440 ชั่วโมง
  • อายุการใช้งานของแผ่นกรอง HEPA , Anti – bacteria , Charcoal และ Zeolite 2880 ชั่วโมง โดยเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแผ่นกรอง แผ่นกรอง HEPA จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและความแรงลมจะลดลงอย่างมาก จึงขอแนะนำให้เตรียมแผ่นสำรองไว้เพื่อเปลี่ยนในอนาคต

การทำความสะอาดเครื่อง

  • ปิดเครื่องฟอกอากาศและถอดปลั๊กออก
  • ทำความสะอาดโดยใช้ผ้านุ่มหมาดเท่านั้น ห้าม ล้างตัวเครื่องด้วยน้ำ หรือขัดถูด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาด ทำความสะอาดพื้นผิวภายนอกโดยเฉพาะบริเวณช่องลมเข้าออก
  • ห้าม ทำความสะอาดแผ่นกรอง เนื่องจากการล้างแผนกรองจะทำให้เกิดความเสียหายได้
  • เสียบปลั๊กและเปิดใช้งาน

วิธีการใช้งาน

  • แกะ เครื่องฟอกอากาศ และแผ่นกรองทุกแผ่นออกจากหีบห่อ จากนั้นบรรจุแผ่นกรองในที่ที่ถูกต้องแล้วเสียบปลั๊ก
  • เครื่องฟอกอากาศเป็นแบบปุ่มสัมผัส เพียงแตะปุ่มเบาๆ เพื่อเริ่มและหยุดการทำงาน
  • ทุกครั้งที่เริ่มเปิดเครื่องควรใช้ความเร็วพัดลม HI เป็นเวลาประมาณ 3 วินาที เพื่อฟอกอากาศที่รวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยปรับไปที่ MED หรือ LO
  • กดปุ่ม Power เพื่อเปิดเครื่อง และกดปุ่มอีกครั้งเพื่อปิดเครื่อง
  • กดปุ่ม FAN เพื่อเลือกระดับความเร็วพัดลม
  • กดปุ่ม Clock เพื่อตั้งเวลาปิด สามารถตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 1 – 7 ชั่วโมง เครื่องฟอกอากาสจะหยุดทำวานอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้
  • ไฟเตือนเพื่อเปลี่ยนแผ่นกรอง มี 2 ดวง คือ แผ่น pre – filter และ แผ่น filters อื่นๆ ซึ่งจะแสดงเมื่อถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนแผ่นกรองใหม่ ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนกรองใหม่ให้กดปุ่มค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จนกระทั่งไฟดับเพื่อ Reset อายุแผ่นกรองใหม่อีกครั้ง
  • กดปุ่ม Blue light เพื่อเปิดไฟสีฟ้าเพิ่มความสุนทรีย์ภายในห้อง และกดปุ่มอีกครั้งเพื่อปิดไฟ
  • กดปุ่ม UV เพื่อเปิดการทำงาน Ultraviolet Germicidal lrradiation (UVGI) และกดปุ่มอีกครั้งเพื่อปิดหลอด UV

Tuesday, December 4, 2012

ความดันโลหิต

ความดันโลหิต (อังกฤษ: blood pressure) คือ แรงดันเลือด ที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ
1. หัวใจ ห้องล่างขวา โดยหัวใจบีบตัวเพื่อนำเลือดดำไปปอด เลือดจะถูกส่งผ่านไปยังเส้นเลือดแดงที่จะไปปอด pulmonary arteries เพื่อไปรับออกซิเจน เมื่อเลือดได้รับออกซิเจนแล้ว ก็จะเปลื่ยนจากเลือดดำ เป็นเลือดแดง ไหลกลับมายังหัวใจด้านซ้าย ทางเส้นเลือดดำจากปอดสู่หัวใจห้องบนซ้าย pulmonary veins
เมื่อวัดความดันในหลอดเลือดแดงที่ไปปอด จะได้ค่าตัวเลข 2 ค่า เช่น 25/10 มม.ปรอท ค่าตัวบนเรียกว่า ความดันช่วงหัวใจบีบ (ความดันซิสโตลิก:systolic) หมายถึงความดันเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว จากตัวอย่างวัดได้ค่าเท่ากับ 25 มม.ปรอท ส่วนค่าตัวล่างเรียกว่า ความดันช่วงหัวใจคลาย (ความดันไดแอสโตลิก:diastolic) หมายถึง ความดันเมื่อหัวใจคลายตัว ซึ่งจากตัวอย่างจะมีค่าเท่ากับ 10 มม.ปรอท นั่นเอง
2. หัวใจ ห้องล่างซ้าย โดยหัวใจบีบตัวเพื่อนำเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เลือดจะถูกส่งผ่านไปยังเส้นเลือดแดงใหญ่ Aorta และกระจายไปตามหลอดเลือดแดงไปสู่อวัยวะสำคัญต่างๆ รวมถึงแขนและขา ซึ่งโลหิตจะมีแรงกระทำต่อผนังเส้นเลือด
เมื่อเวลาวัดความดันที่หลอดเลือดแดงที่แขนหรือขาจะได้ค่าตัวเลข 2 ค่า เช่น 120/80 มม.ปรอท ค่าตัวบนเรียกว่า ความดันช่วงหัวใจบีบ (ความดันซิสโตลิก:systolic) หมายถึงความดันเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว จากตัวอย่างวัดได้ค่าเท่ากับ 120 มม.ปรอท ส่วนค่าตัวล่างเรียกว่า ความดันช่วงหัวใจคลาย (ความดันไดแอสโตลิก:diastolic) หมายถึง ความดันเมื่อหัวใจคลายตัว ซึ่งจากตัวอย่างจะมีค่าเท่ากับ 80 มม.ปรอท นั่นเอง
เมื่อหัวใจบีบตัว Systolic แรงดันโลหิตในหลอดเลือดแดง จะมีแรงดันน้อยกว่าแรงที่หัวใจบีบตัวเล็กน้อย ก็เนื่องจาก หลอดเลือดแดงจะมีความยืดหยุ่น Elasticity ทำให้หลอดเลือดแดงขยายตัวออกได้เล็กน้อย แรงดันโลหิตในหลอดเลือดแดงจึงต่ำลง
เมื่อหัวใจคลายตัว Diastolic แรงดันโลหิตในหัวใจห้องล่างจะลดลงเป็น ศูนย์ มม.ปรอท หรือต่ำกว่าเล็กน้อย แต่แรงดันโลหิตในหลอดเลือดแดง จะไม่ลงลงเป็น ศูนย์ มม.ปรอท เนื่องจากหัวใจ มีลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่าง และหลอดเลือดแดง ลิ้นหัวใจจะทำหน้าที่เป็นประตูเปิด-ปิด ให้เลือดไหลได้ไปในทิศทางเดียว ไม่สามารถไหลย้อนกลับได้ เมื่อหัวใจห้องล่างคลายตัว ลิ้นหัวใจก็จะปิดลง ทำให้เลือดยังคงค้างอยู่ในหลอดเลือดแดง ไม่ไหลย้อนกลับเข้าไปในหัวใจห้องล่าง ดังนั้นจึงยังมีแรงดันโลหิตในหลอดเลือดแดงในช่วงหัวใจห้องล่างคลายตัวได้ นอกจากนี้ หลอดเลือดแดงที่ขยายตัวออกในช่วงหัวใจบีบตัว ก็จะมีแรงจากหลอดเลือดแดงบีบตัวในช่วงแรงดันโลหิตลดลงนี้ Diastolic vascular recoil
ดังจะสังเกตได้ว่า คนที่มีอายุน้อย หลอดเลือดยังมีความยืดหยุ่นอยู่มาก ความดันโลหิตที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย มักจะวัดค่าตัวบน systolic ได้ต่ำ และวัดค่าตัวล่าง diastolic ได้สูง เช่น วัดได้ 100/80 มม.ปรอท ในขณะที่ คนที่มีอายุมาก หลอดเลือดมักจะแข็ง และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ความดันโลหิตที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย มักจะวัดค่าตัวบน systolic ได้สูง และวัดค่าตัวล่าง diastolic ได้ต่ำ เช่น วัดได้ 140/60 มม.ปรอท

ลักษณะทั่วไป ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ (คล้ายแรง ลมที่ดันผนังยางรถเวลาสูบลมเข้า) ซึ่งสามารถวัดโดยใช้ เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดความดัน (Sphygmomano meter) วัดที่แขน และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่าคือ ความดันช่วงบน หรือความดันซิสโตลี (Systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ ความดันช่วงบนในคน ๆ เดียวกันอาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลัง ความดันช่วงล่าง หรือความดันไดแอสโตลี (Diastolic blood pressure ) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิต และระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (โดยการวัดในท่านั่ง วัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป แล้วคิดเป็นค่าเฉลี่ย) ดังนี้
ความดันช่วงบน
ปกติ มีค่าต่ำกว่า 130 มม.ปรอท (ทอรร์) ปกติแต่ค่อนข้างสูง มีค่าระหว่าง 130-139 มม.ปรอท ความดันสูงเล็กน้อย มีค่าระหว่าง 140-159 มม.ปรอท ความดันสูงปานกลาง มีค่าระหว่าง 160-179 มม.ปรอท ความดันสูงรุนแรง มีค่าระหว่าง 180-209 มม.ปรอท ความดันสูงรุนแรงมาก มีค่าตั้งแต่ 210 มม.ปรอทขึ้นไป
ความดันช่วงล่าง
ปกติ มีค่าต่ำกว่า 85 มม.ปรอท ปกติแต่ค่อนข้างสูง มีค่าระหว่าง 85-89 มม.ปรอท ความดันสูงเล็กน้อย มีค่าระหว่าง 90-99 มม.ปรอท ความดันสูงปานกลาง มีค่าระหว่าง 100-109 มม.ปรอท ความดันสูงรุนแรง มีค่าระหว่าง 110-119 มม.ปรอท ความดันสูงรุนแรงมาก มีค่าตั้งแต่ 120 มม.ปรอทขึ้นไป
ความดันโลหิตสูง จึงหมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยมากผู้ป่วยจะมีความดันช่วงล่างสูง (Diastolic hypertension) โดยความดันช่วงบนจะสูงหรือไม่ ก็ได้ บางคนอาจมีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ความดันช่วงล่างไม่สูง เรียกว่า ความดันช่วงบนสูงเดี่ยว (Isolated systolic hypertension) ซึ่งมักจะพบในผู้สูงอายุ, โรคคอพอกเป็นพิษ, ภาวะหลอดเลือดแดงเอออร์ตาตีบตัน เราจะวินิจฉัยโรคนี้แน่นอน ต่อเมื่อวัดความดันแต่ละคราว อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป หาค่าเฉลี่ยของความดัน และนัดมา วัดซ้ำอีกอย่างน้อย 1-2 คราวภายใน 1 สัปดาห์ แล้วยังพบว่ามีค่าเฉลี่ยความดันสูงกว่าปกติ ในการวัดแต่ละคราว ควรให้ ผู้ป่วยนั่งพักสัก 5-10 นาทีเสียก่อนโรคความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 5-10% ของคนทั่วไป ส่วนมากจะเริ่มเป็นในคน ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนน้อยที่อาจพบในคนอายุน้อย ซึ่งมักจะมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย
สาเหตุ
ส่วนใหญ่ (กว่า90%) ไม่ทราบสาเหตุ คือ ตรวจไม่พบความผิดปกติของร่างกายที่เป็นต้นเหตุของความดันสูง เรียกว่า "ความดันสูงไม่ทราบสาเหตุ" (Essential hypertension หรือ Primary hypertension) แต่อย่างไรก็ตามมักพบว่า ปัจจัยทางกรรมพันธุ์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกล่าวคือ ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันเป็นโรคนี้ จะมีโอกาส เป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติดังกล่าวประมาณ 3 เท่า นอกจากนี้ อายุมาก ความอ้วน อารมณ์เครียด การกิน อาหารเค็มจัด และการดื่มเหล้าจัด ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมของโรคนี้ ผู้ป่วยพวกนี้ จะเริ่มเป็นเมื่ออายุประมาณ 25-55 ปี เริ่มพบ มากในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสพบได้มากขึ้น ส่วนน้อย (ต่ำกว่า 10% ) อาจตรวจพบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี หรือเริ่มมีความดันสูง เมื่ออายุมากกว่า 55 ปี เรียกว่า "ความดันสูงชนิดมีสาเหตุ" (Secondary hypertension)สาเหตุที่อาจพบได้มีหลายอย่าง เช่น
ได้รับยาบางประเภท เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด, ยาฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน), สเตอรอยด์ , ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์, ยาแก้คัดจมูก (decongestant) และยาแก้หวัดที่เข้ายาแก้คัดจมูก, ยาลดความอ้วน, อะดรีนาลิน , ทีโอฟิลลีน, ยาฮอร์โมนไทรอยด์, ยาแก้ซึมเศร้าชนิด ไตรไซคลิก เป็นต้น ความดันสูงในหญิงตั้งครรภ์ โรคไต เช่น หน่วยไตอักเสบ , กรวยไตอักเสบเรื้อรัง , ไตวายเรื้อรัง, หลอดเลือดเลี้ยงไตตีบตัว (Renal artery stenosis) ซึ่งมักได้ยินเสียงฟู่ (bruit) ที่หน้าท้อง, วัณโรคของไต, เนื้องอกของไต เป็นต้น หลอดเลือดแดงเอออร์ตาตีบตัว (Coarctation of aorta) ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic insufficiency) ซึ่งมักจะทำให้ความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว ส่วนความดันช่วงล่างเป็นปกติ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น คอพอกเป็นพิษ มักจะทำให้ความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว, โรคคุชชิง , เนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดที่เรียกว่า ฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออก หน้ามืด เป็นลม น้ำหนักลดร่วมด้วย) เป็นต้น อื่น ๆ เช่น ภาวะความดันสูงในกะโหลกศีรษะ, ตะกั่วเป็นพิษ, ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นต้น
ในผู้สูงอายุ มักมีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis) เรียกว่า "ความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ" ความดันโลหิตอาจสูงได้ชั่วคราว เมื่อมีภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ไข้ ซีด ออกกำลังกายใหม่ ๆ อารมณ์เครียด (เช่น โกรธ ตื่นเต้น) เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องรักษา จะหายไปได้เองเมื่อปัจจัยเหล่านี้หมดไป

อาการ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่อย่างใด ซึ่งมักจะตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น ส่วนน้อย อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ วิงเวียน มักจะเป็นเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ พอตอนสายจะทุเลาไปเองบางคนอาจ มีอาการปวดศีรษะตุบ ๆ แบบไมเกรน ได้ ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันสูงมาก ๆ อาจมีอาการ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว หรือมีเลือดกำเดาไหล เมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษา ก็ อาจแสดงอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก บวม หอบเหนื่อย แขนขาเป็นอัมพาต เป็นต้น
อาการแทรกซ้อน ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้ความดันสูงอยู่นาน ๆ มักจะเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น เนื่องจากความดันโลหิตสูง จะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม (เกิด ภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็ง) หลอดเลือดตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ หัวใจ จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย ซึ่งจะมีอาการบวม หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตัน กลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บหน้าอก ถ้ารุนแรงถึงกับเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย สมอง อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตกกลายเป็นโรคอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ในรายที่มีเส้นโลหิตฝอยในสมองส่วนสำคัญแตก ก็อาจตายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นเรื้อรัง บางคนอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง ในรายที่มีความดันสูงรุนแรง ที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจทำให้เกิดอาการชัก หรือหมดสติได้ ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เนื่องจากหลอดเลือดแดงเสื่อม เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตที่วายจะยิ่งทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่เลวร้าย ในการตรวจปัสสาวะจะพบสารไข่ขาว (albumin) ตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป การเจาะเลือดทดสอบการทำงานของไต จะพบระดับของสารบียูเอ็น (BUN) และครีอะตินีน (creatinine) สูง ตา จะเกิดภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงภายในลูกตาอย่างช้า ๆ ในระยะแรกหลอดเลือดจะตีบตัน ต่อมาอาจแตกมีเลือดออกที่จอตา (เรตินา) ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้ ซึ่งสามารถใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจดูความผิดปกติภายในลูกตา ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใด ขึ้นกับความรุนแรงและระยะของโรคถ้าความดันมีขนาดสูงมาก ๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็ว และผู้ป่วยอาจตายได้ภายในเวลาไม่กี่ปี (ถ้ารุนแรงมากอาจตายภายใน 6-8 เดือน) ส่วนในรายที่เป็นเพียงเล็กน้อย หากปล่อยไว้ ไม่รักษา อาจใช้เวลา 7-10 ปีในการเกิดภาวะแทรกซ้อนนอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีโรคอื่นร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง) หรือสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าจัด ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเร็วขึ้น จึงควรควบคุมโรคหรือพฤติกรรมเหล่านี้

การรักษา
สำหรับความดันโลหิตสูงเล็กน้อย (ความดันช่วงบน 130-159 มม.ปรอท หรือความดันช่วงล่าง 85-99 มม.ปรอท) ให้นัดมาวัดซ้ำอีกอย่างน้อย 2 คราวใน 4 สัปดาห์ ถ้าความดันต่ำกว่า 130/85 มม.ปรอท ให้นัดมาตรวจทุก 6 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ถ้าความดันช่วงบน 130-159 หรือช่วงล่าง 85-99 ให้แนะนำการปฏิบัติตัวในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก, ลดกินอาหารเค็ม,งดบุหรี่และเหล้า,ออกกำลังกาย, ผ่อนคลายความเครียด ถ้าเป็นไปได้ ควรทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่นตรวจปัสสาวะ, ตรวจเลือด (หาระดับน้ำตาล, โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, กรดยูริก, ครีอะตินีน, โพแทสเซียม, ระดับความเข้มข้นของเลือด หรือฮีมาโตคริต) และคลื่นหัวใจ (ECG) เพื่อหาสาเหตุที่ซ่อนเร้น และเป็นพื้นฐานสำหรับการติดตามผลในระยะยาวหลังจากติดตามวัดความดัน 2-3 คราวในช่วง 3 เดือนต่อมา ถ้าหากวัดได้ค่าความดันในระดับต่าง ๆ ควรให้การดูแลรักษาดังนี้
ไความดันช่วงบน 130-139 หรือช่วงล่าง 85-89 ให้แนะนำการปฏิบัติตัว โดยยังไม่ต้องให้ยารักษาควรติดตามวัดความดันในอีก 3 เดือนต่อมา ถ้าพบว่าความดันช่วงบน 140-159 หรือช่วงล่าง 90-99 ควรเริ่มให้ยารักษา ถ้าได้ค่าต่ำกว่านี้ ยังไม่ต้องให้ยารักษา แต่ควรติดตามทุก 3-6 เดือน ความดันช่วงบน 140-159 หรือช่วงล่าง 90-99 แนะนำการปฏิบัติตัว จะเริ่มให้ยาเฉพาะในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน หัวใจห้องล่างซ้ายโต โรคหลอดเลือดในสมองตีบ เป็นต้น)ในรายที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงให้ติดตามวัดความดันในอีก 3 เดือนต่อมา ถ้าความดันยังอยู่ในช่วงดังกล่าวก็ควรเริ่มให้ยารักษา ความดันช่วงบน 160-209 หรือช่วงล่าง 100-119 ควรเริ่มให้ยารักษา
สำหรับผู้ป่วยที่วัดได้ความดันช่วงบน 160-209 มม.ปรอท หรือช่วงล่าง 100-119 มม.ปรอทตั้งแต่แรก ซึ่งถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงระดับปานกลางและรุนแรง ควรส่งตรวจเลือด ปัสสาวะคลื่นหัวใจ แนะนำการปฏิบัติตัว และให้ยารักษา การให้ยารักษาความดัน ควรเริ่มจากไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ 12.5-25 มก. วันละครั้ง ตอนเช้าให้ความดันลดต่ำกว่า 140 (ช่วงบน) และ 90 (ช่วงล่าง) ถ้าไม่ได้ผล เพิ่มเป็นวันละ 50 มก. หรือเริ่มต้นด้วยกลุ่มยาปิดกั้นบีตา เช่น โพรพราโนลอล, อะทีโนลอล ถ้าไม่ได้ผล อาจหันไปใช้ยาต้านแคลเซียม หรือยาต้านเอซ แทน ในกรณีที่ใช้ยาเดี่ยวไม่ได้ผล อาจให้ยา 2-3 ชนิดร่วมกัน ดังนี้
ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ ร่วมกับ ยาปิดกั้นบีตา หรือรีเซอร์พีน หรือ ยาต้านแคลเซียม หรือยาต้านเอซ ยาต้านแคลเซียม ร่วมกับยาต้านเอซ ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ร่วมกับยาต้านแคลเซียมร่วมกับยาปิดกั้นบีตา(หรือยาต้านเอซ) ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ ร่วมกับยาต้านเอซ ร่วมกับยาปิดกั้นบีตา ยาปิดกั้นบีตา ร่วมกับยาต้านแคลเซียม ร่วมกับยาต้านเอซ
สำหรับผู้สูงอายุที่มีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว (ความดันช่วงบนตั้งแต่ 160 มม.ปรอทขึ้นไปและช่วงล่างต่ำกว่า 90) ควรให้ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ หรือยาปิดกั้นบีตา (สำหรับไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ ควรให้ขนาดไม่เกินวันละ 12.5 มก.) ควรส่งผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อรักษาไม่ได้ผล, หรือเมื่อมีความดันช่วงบนตั้งแต่ 210 มม.ปรอทขึ้นไป หรือช่วงล่างตั้งแต่ 120 มม.ปรอทขึ้นไป (ซึ่งเป็นความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงมาก), หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ สมอง ไต หรือตาเกิดขึ้น, หรือพบความดันสูงในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี อาจต้องตรวจพิเศษ เพื่อค้นหาสาเหตุ และภาวะแทรกซ้อน

การป้องกัน ระวังอย่าให้อ้วน, อย่ากินอาหารเค็มจัด, อย่าดื่มเหล้าจัด, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, หาวิธีผ่อนคลายความเครียด

---------------------------------------------

เครื่องวัดความดันโลหิต

Monday, December 3, 2012

เครื่องซิทอัพ แอ็บสลิมเมอร์ B-SPORTS

 

เครื่องซิทอัพ แอ็บสลิมเมอร์ B-SPORTS การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายที่แข็งแรง เป็นสิ่งที่ทุกคนปราถนา การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี ด้วยภาวะที่เร่งรีบในปัจจุบัน หลายคนอาจไม่มีเวลาเข้าฟิตเนส
เครื่องออกกำลังกาย แอ็บสลิมเมอร์ B-SPORTS ช่วยคุณได้ เพราะด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มาก สามารถพับเก็บได้ง่ายๆ ให้คุณใช้งานได้อย่างสะดวกสบายได้ที่บ้าน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับ
ผู้ที่ต้องการบริหารหน้าท้องทั้ง 3 ส่วน คือ เอว หน้าท้อง และส่วนข้างลำตัว ช่วยให้สะโพกกระชับ ไม่เพียงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณมีรูปร่างที่ดี สร้างความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

  • โครงสร้างผลิตจากเหล็ก คุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน
  • เบาะรองใชัวัสดุ :
    - ด้านนอกผลิตจากหนัง PU สกรีนโลโก้ B-Sports
    - ด้านในบุด้วยฟองน้ำเนื้อนุ่ม
  • ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนกลางให้มีความกระชับ
  • ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นและข้อต่อสามารถทำงานได้เต็มช่วงของการเคลื่อนไหว
  • ควรติดตั้งในบริเวณพื้นที่ราบ ไม่ขรุขระ

 

สเปคสินค้า

  • ประเภทเครื่องออกกำลังกาย : เครื่องซิทอัพ / แรงต้านทาน
  • บริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน : หน้าท้อง / เอว / สะโพก
  • สี : ดำ
  • รองรับน้ำหนักผู้ใช้งานสูงสุด : 100 กก.
  • ขนาดสินค้าขณะกาง (กว้าง x ยาว x สูง) : 40 × 120 x 75 ซม.
  • ขนาดสินค้าขณะพับ (กว้าง x ยาว x สูง) : 40 × 66 x 60 ซม.
  • น้ำหนักสินค้า : 9 กก.
  • จำนวน : 1 เครื่อง

การรับประกันสินค้า

  • สินค้ารับประกันศูนย์ 1 ปี

Sunday, December 2, 2012

การเลือกซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตใช้ที่บ้าน

เครื่องวัดความดัน – การเลือกซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตใช้ที่บ้าน

March 02, 2012 healthcare

การเลือกซื้อเครื่องวัดความดัน

การเลือกซื้อเครื่องวัดความดันโลหิต

บางท่านความดันโลหิตสูงไม่มาก  หรือกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น ความดันโลหิตจะสูง  เมื่ออยู่ที่บ้านแพทย์จะแนะนำให้วัดความดันโลหิตที่บ้าน ปัญหาคือท่านจะเลือกเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดไหนดี   เนื่องจากในท้องตลาดขณะนี้มี เครื่องวัดความดันหลายยี่ห้อ  และหลายรุ่นมาก

คำแนะนำก่อนที่ท่านจะซื้อเครื่องวัดความดันมาใช้ที่บ้าน

1. ใช้เครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ (เครื่องวัดความดันแบบดิจิตอล)

หากท่านไม่ใช่บุคคากรทางการแพทย์แล้ว การวัดความดันด้วยเครื่องวัดความดันแบบปรอทคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก   ดังนั้นเครื่องวัดแบบอัตโนมัติ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งสะดวกใช้งานได้ง่าย

2. เครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ ระหว่างเครื่องวัดความดันที่ต้นแขน และ เครื่องวัดความดันที่ข้อมือ เลือกแบบไหนดี

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของท่าน

เครื่องวัดความดันที่ต้นแขน  จะได้ค่าความดันโลหิตที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด  เนื่องจากอยู่ใกล้หัวใจ และอยู่ระดับเดียวกับหัวใจมากที่สุด  แต่พกพาไม่สะดวกเท่าเครื่องวัดความดันโลหิตที่ข้อมือ

เครื่องวัดความดันที่ข้อมือ จะ ให้ความสะดวกเพราะจะมีระบบสูบลมและคลายลมอัตโนมัติ พันสายรัดที่ข้อมือได้ง่าย และที่สำคัญคือพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก  สามารถนำมาใช้ได้ทันที  เวลาวัดก็ควรวางข้อมือให้อยู่ในระดับใกล้เคียงหัวใจด้วยเช่นกัน

โดยมาตรฐานแล้วการวัดความดันจะวัดที่ เหนือข้อพับเป็นหลัก  แต่เครื่องวัดความดันที่ข้อมือก็พยายามเทียบให้ได้ค่าใกล้เคียง   แต่ก็ยังไม่นับเป็นมาตรฐานและที่สำคัญถึงวัดที่ข้อมือ  เวลาวัดก็ควรจะวางข้อมือให้อยู่ในระดับใกล้เคียงหัวใจด้วยเช่นกัน       ทั้งนี้ไม่ได้สรุปว่าการวัดที่ต้นแขนดีกว่า แต่เป็นมาตรฐานกว่าเท่านั้น

 

3. ความถี่ในการใช้งาน

หากท่านจำเป็นต้องการใช้งานบ่อย  ควรเลือก เครื่องวัดความดัน แบบที่มี adaptor เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่

4. เลือก เครื่องวัดความดันโลหิต ที่ผ่านการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องวัดความดัน นั้นได้มาตรฐาน ซึ่งปกติ เครื่องวัดความดัน ยี่ห้อชั้นนำ เช่น beurer และ Omron ก็ผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำ

5. งบประมาณและจำนวนสมาชิกที่ต้องใช้เครื่องวัดความดัน

ถ้าท่านมีงบประมาณจำกัดและใช้เครื่องวัดแค่คนเดียว  เลือกเครื่องวัดความดันที่ได้มาตราฐานเพื่อใช้งานก็เพียงพอ  ไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชั่นมาก

หากท่านที่มีงบประมาณมากหรือมีสมาชิกที่ต้องใช้ร่วมด้วย  ควรเลือกแบบที่มีฟังก์ชั่นการใช้งาน เช่น Memory  บันทึก ระบุ วัน เวลา เป็นต้น   เครื่องวัดความดันยี่ห้อเดียวกันแต่ราคาต่างกัน  ขึ้นกับหน่วยความจำ และ ฟังก์ชั่น ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. ระยะเวลาในการรับประกันของเครื่องวัดความดันในแต่ละแบรนด์ / รุ่น